บทนำ


กระทู้ถามที่ ๑๘๗ ร.

(ฉบับคัดย่อ)

สภาผู้แทนราษฎร ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

เรื่อง นโยบายและมาตรการเกี่ยวกับหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาของไทย

เรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ด้วยการศึกษาอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบันและเห็นแนวทางก้าวสู่อนาคตได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ดีจะก่อคุณค่าเจตคติ และค่านิยมให้แก่ผู้เรียน ท้องถิ่น และประเทศชาติ ตอบสนองคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในหลักสูตร

คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักความเป็นไทย จึงขอเรียนถามว่า

๑.      กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายกำหนดแผนงาน โครงการบรรจุหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ หรือไม่อย่างไร ขอทราบรายละเอียด

๒.     กระทรวงศึกษาธิการมีการสั่งการให้หน่วยงานใด รับผิดชอบดำเนินการออกมาตรการกำกับดูแล ส่งเสริม และควบคุมให้มีหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เช่น ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษาหรือไม่ เมื่อใด อย่างไร

ขอทราบรายละเอียด

ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา

               ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

               สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง

               สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย

               จังหวัดกระบี่

 


 พี่ น้องไทยเจ้าของประเทศจะนำพาชาติไทยรอดหรือไม่?

อ่านทุกตัวอักษร ฟังและดูวิดีโอ. แล้ว ทำความเข้าใจคำว่า “อัตลักษณ์ไทย”

จึงจะนำพาชาติไทยรอดจากมือมาร

กว่าจะเป็นอัตลักษณ์ไทยต้องผ่านการต่อสู้กับอริราชศัตรู   สร้างและสะสม บ่มจนเป็นหนึ่งเดียวผ่านความขัดแย้ง ก้าวสู่ความปรองดอง อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเช่นทุกวันนี้

ประสบการที่ผ่านมาถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ทั้งหมด จะตรงหรือไม่ตรง ถูกต้องหรือไม่? มิใช่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราเกิดไม่ทันกันทุกๆคน แต่เรารับรู้ในความเป็นพี่น้อง ร่วมสร้างชาติมาด้วยกัน ไม่ทะเลาะกันก็พอแล้ว

ที่ผ่านมาเรากำลังจะสูญเสียอัตลักษณ์ เพราะเราขาดความระมัดระวัง อยากได้สิ่งใหม่แต่ทำลายเก่าโดยไม่รู้เท่าทัน

เราจะจัดตั้งองค์กรเพื่อทำอะไรก็ตามเราไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวและดูแลได้ทั่วถึง เราจะต้องจัดหาว่าจ้างคนมาช่วยบริหารดูแล ถ้าเราไม่มีความรู้เท่าเทียมและเท่าทันผู้บริหารเหล่านั้น เมื่อผู้บริหารหรือลูกจ้างเหล่านั้นรู้ลู่ทางดีกว่านายจ้างมันก็โกง และปั้นเรื่องหลอกเราแล้วก็ยึดองค์กรของเราไปเป็นของมัน

ประชาธิปไตย ก็เช่นกัน เป็นระบอบการปกครองที่เหมาะกับสังคมที่ประชาชนรู้เท่าทันลูกจ้างที่เราเรียกว่า “นักการเมือง”

ที่ผ่านมาเราเกือบสูญเสียอัตลักษณ์ที่คงความเป็นเผ่าพันธุ์ไทยของเราไว้  เกือบเสียรู้นักการเมืองที่สมคบคิดกับต่างชาติทำลาย สถาบันหลักซึ่งเป็น “อัตลักษณ์ของเรา”

เพราะว่า....เราขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์ ขาดความตระหนักในความสำคัญของอัตลักษณ์ไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์  สถาบันพระพุทธศาสนา เราถูกล้างความคิดหลัก สร้างความคิดใหม่ล้มล้างสถาบันที่สำคัญของชาติไปด้วยคำเพียงคำเดียว คือ “ประชาธิปไตย”

บทความนี้ทำขึ้นพร้อมกับวิดีโอ.เพื่อให้ตระหนัก และชี้ให้เห็นจุดอ่อนในวาระที่กระทรวงศึกษาธิการร่างหลักสูตรวิชา “ประวัติศาสตร์” ท่ามกลางพายุ ประชาธิปไตย

เราจะรู้เท่าทันนักการเมืองหรือไม่? เราก็ต้องรู้อดีตที่กระทรวงศึกษาธิการเคยคิดไกลที่จะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป็นนักบริหารความมั่นคงมาก่อน ถึงกับได้ลงมือทำลายอัตลักษณ์ประเทศไทยแต่เราโชคดีที่พื้นฐานอัตลักษณ์ของเราแน่นหนา แข็งแรงเพียงพอที่จะสู้กับ “ประชาธิปไตย-ฉบับชังชาติ” จึงอยู่ต่อมาให้ได้ อ่าน ดู ฟังสัจธรรมประกอบวิดีโอ.นี้

 

หลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์

เวบไซต์ “สุรสีห์” ก็มิได้นำคำตอบในราชกิจจานุเบกษามาแสดง ก็ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่ได้เห็นรัฐบาลตื่นเสียที แต่ ! ... ก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกหลอกให้ดีใจหรือไม่? เพราะพวกเราถูกหลอกมาเยอะมาก

เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการได้ทอดทิ้งวิชานี้มานาน แต่วิชาประวัติศาสตร์ได้ดำเนินตัวมันเองไปไม่หยุด ผ่านสื่อฯในรูปแบบละครโทรทัศน์...ต้องยกให้ละคร “บุปเพสันนิวาส” ได้แสดงคุณค่าของประวัติศาสตร์ไทยให้เราได้ประจักษณ์กันแล้ว

ในรูปแบบการเสวนาในพื้นที่ของสถาบันซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ปิดเฉพาะสมาชิก ถ้าจะมีคนนอกอยู่บ้างก็เป็นส่วนน้อย ทำให้พื้นที่นั้นเป็นอาณาจักรเฉพาะถ้าหากไม่มีการถ่ายทอดออกมาทางสื่อฯ และมิได้พิจารณาประเด็นที่อ่อนไหวในด้านความมั่นคง ก็คงจะสนุกไปกับสำนวนด้อยค่าชาติพันธุ์โดยที่คนไทยทั่วแผ่นดินไม่รู้ว่าประเทศชาติกำลังถูกยำจนเละเทะไปเท่าไหร่แล้ว

วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มีคุณค่า “ทางด้านความมั่นคง” ต่อมนุษย์ชาติตั้งแต่ระดับชุมชน ไปจนถึงสังคมระดับชาติและระดับโลก ประวัติศาสตร์เป็นวิชาการที่สนับสนุนทั้งการทูต การอ้างถึงเพื่อทำสงคราม หรืออ้างอิงใน UN.เพื่อหยุดสงครามโลก และแบ่งแยกดินแดน

สำคัญที่ว่า ผู้บริหาร และผู้พิทักษ์แผ่นดินเช่นนักศึกษา และประชาชนจะมีจิตวิญญาณตระหนักรู้สักแค่ไหน?

การเรียนรู้ที่มีของแถม

ก่อนอื่นต้องรู้ที่มาว่าวิดีโอ.ชุดนี้ บรรยายในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ปัตตานี (Pattani in History)” โดย คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ตอนที่ ๑ ถึง ตอนที่ ๔ บรรยายที่ ม.สงขลานครินทร์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ ๑๕ - ๑๖ มิ.ย.๒๕๕๕

การบรรยายครั้งนี้ เป็นการบรรยายในพื้นที่รั้วมหาวิทยาลัย ที่วิทยากรผู้บรรยายปล่อยภาษาลูกพ่อขุนออกมาเต็มที่ ยกเอาวัฒนธรรมอะไรๆที่ตนถนัดมาใช้ เหมือนกับอยู่เป็นพื้นที่ที่ได้ปลดปล่อยเรียบร้อยแล้ว

ตอนที่ ๕ เป็นการถ่ายทำและมีการบรรยายประกอบวิดีโอ.เพื่อการถ่ายทำนอกสถานที่มิใช่ในรั้วมหาวิทยาลัยเหมือน ตอนที่ ๑ - ๔

วิดีโอ.ชุดนี้มีคุณเหลือหลาย ทำให้เราได้ประจักษณ์ชัดเจนว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ใช้เพื่อความสามัคคี สร้างความสงบภายในชาติแล้ว ยังสามารถสร้างความชังชาติได้อย่างมีประสิทธิผลอีกด้วย

ดังนั้นเพื่อมิให้ท่านผู้ฟังช็อคจึงได้ตัดสั้นมาให้ได้รับฟังเพียงเพื่อรู้ แต่มีคุณค่ามหาศาลในการนำไปใช้เพื่อ “ฝึกจิต” อย่างดีเยี่ยม ได้เรียนรู้เทคนิคการใช้การใช้วาทะในการทำให้ประชาชนในชาติชังชาติตัวเอง และเรียนรู้ธรรมะเป็นของแถมดังคำว่า

 

 

หมายเหตุ

ในเมื่อประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของความได้เปรียบในด้าน อัตลักษณ์ และอธิปไตย ซึ่งมีผลต่อการอ้างอิงต่อ ยู.เอ็น.และยุติธรรมโลก และเชื่อได้อย่างไรว่ากระทรวงศึกษาธิการผู้ยัดเยียดวิชาศาสนาอิสลามเข้าในหลักสูตรจะไม่หลงกล ปรับแต่งวิชาประวัติศาสตร์ให้สูญเสียความ ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เพื่อการแบ่งแยกดินแดน อย่างเช่นในวิดีโอ.นี้

ลำดับตอน เนื้อหาวิดีโอ. มีดังนี้

เนื้อหาสาระในเวบไซต์สุรสีห์.คอม สร้างขึ้นมาเป็นตำราเพื่อวิชาการโดยยึดอุดมการณ์ “ความรู้เท่าทันของประชาชน คือ ทางรอดของแผ่นดิน” หวังว่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติจะนำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์เพื่อความมั่นคงของ ชาติ พระพุทธศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์

วิดีโอ.ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับชังชาตินี้มีทั้งหมด ๕ ตอนแต่อย่าตกใจว่าคงจะต้องใช้เวลายาวนานสักกี่ชั่วโมงกว่าจะดูจบ ขอเรียนว่ามีเนื้อหาดังลำดับต่อไปนี้

ตอนที่ ๑ เรื่อง “ความเป็นไทยกับความเป็นมนุษย์” เวลา ๐๒.๓๔ นาที

ตอนที่ ๒ เรื่อง “วัฒนธรรมไทย พุทธธรรมสอนโลก” เวลา ๐๒.๓๑ นาที

ตอนที่ ๓ เรื่อง “มีมารยาท มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว คือ อัตลักษณ์” ไทย เวลา ๐๓.๔๔ นาที

ตอนที่ ๔ เรื่อง “พงศาวดารชังชาติ ฉบับ แฟรงเกนสไตน์” เวลา ๓.๒๘ นาที

ตอนที่ ๕ เรื่อง “ชังชาติ – ศาสนาเถื่อน” เวลา ๘.๔๒ นาที

 


 

ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับชังชาติ ตอนที่ ๑

เรื่อง “ความเป็นไทย กับ ความเป็นมนุษย์”

จากการใช้คำประณามการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า “คนไทยมาจากภูเขาอัลไตเป็นการโกหกคนไทยทั้งประเทศ” เป็นการใช้คำในเชิงสบประมาท หรือ ด้อยค่าปัญญาไทยเสียมากกว่า จะใช่หรือไม่? จริงหรือไม่จริง? ก็เป็นการตำหนิทั้งพวง ตั้งแต่ปราชญ์ผู้เขียนตำราจนกระทั่งครูผู้สอนที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ในหลักสูตร

เมื่อได้สังเกตต่อเนื่องในหลายๆวิดีโอ.จากการบรรยายของนายสุจิตต์ วงษ์เทศก็เห็นได้ว่าเป็นนิสัยของนายสุจิตต์ฯที่ใช้คำพูดเยี่ยงนี้มาตลอด ต้องมีสติและตระหนักให้มากเมื่อมาพูดรับใช้แขกที่ ม.สงขลานครินทร์ ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบางต่อความมั่นคง

 

ในบทนี้เป็นเรื่องที่ให้สติคุณสุจิตต์ฯที่มุ่งเอาใจผู้ว่าจ้าง เช่น

“ความเป็นไทยมีขึ้นจากการผสมผสานทางเผ่าพันธุ์ และทางสังคมวัฒนธรรมอันหลากหลาย ทั้งจีน อินเดีย ลาว มอญ เขมร มาลายู และมีมุสลิมด้วย”

เผ่าพันธุ์ที่ได้กล่าวถึงมีอยู่จริง อยู่ใกล้ๆไทยเรานี่แหละ ไม่เกี่ยวกับ “มุสลิม” เพราะไม่ว่าศาสนาใดๆเมื่อผสมกับมุสลิมถูกบังคับให้เปลี่ยนเป็นมุสลิมทั้งหมด ดังนั้นคุณสุจิตต์ฯควรจะแยกเผ่าพันธุ์ออกจากศาสนาได้ไม่ยากเลย

เมื่อเอาเผ่าพันธุ์มาผสมกับศาสนาแล้ว นายสุจิตต์ฯ ต้องไปหามาให้ได้ว่า คำว่า “ฟาตอนี”มาจากเผ่าพันธุ์ไหน? ผสมกับเผ่าพันธุ์ไหน?

 

ความหมายของ “ฟาตอนี”

เชื่อว่าความหมายของฟาตอนี นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คงจะหาได้จากในรั้วของมอ.ปัตตานี สำคัญที่ว่าได้ความจริงมาหมดหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง !

 

ขณะเดียวกันผมขอเสนอความจริงอีกมุมหนึ่งดังนี้

 

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อาณาจักรปัตตานี

ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ ประเทศไทย และบางส่วนของประเทศมาเลเซีย

ราชอาณาจักรปัตตานี (มลายู: كراجأن ڤتاني; Kerajaan Patani) หรือ รัฐสุลต่านปตานี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลาบางส่วนในปัจจุบัน “แต่ชาวอาหรับเรียกที่นี้ว่า ฟาตอนี”

ทำไมชาวอาหรับจึงเรียก “ฟาตอนี” ทำไมไม่เรียกว่า “ปัตตานี?”

และชาวปัตตานีเรียกตัวเองว่าเป็นคนมาลายู มิใช่คนไทย แต่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ฟาตอนี”

อักษรอาหรับ กับ อักษรยาวี

อันดับแรกชาวอาหรับไม่สามารถออกเสียง “ปัตตานี” ได้ เหตจากที่อาหรับไม่มีอักษร “P หรือ ป.ปลา” จึงเรียกปัตตานีไม่ได้ จึงเรียก Fatoni แทน แต่ชาวปัตตานีมีอักษรยาวี (วิธีการเขียน...จากขวาไปทางซ้ายเช่นเดียวกับอักษรอาหรับ) ลักษณะคล้ายอักษร อาหรับ แต่ไม่ใช่อาหรับ (ชาวอาหรับอ่านอักษรยาวีไม่ออก)

  • แต่ภาษาพูดของปัตตานีออกเสียงป.ปลาได้ชัดเจน เช่น ปัตตานีก็ป.ปลา
  • ราชินี คือ ประไหมสุหรี ก็ ป.ปลา
  • “ปูเลา ลังกาวี” ปูเลาแปลว่า เกาะ “ปูเลา ลังกาวี แปลว่า เกาะลังกาวี”
  • “ปาดังเบซา” ปาดังแปลว่าทุ่ง เบซา หรือ บือซา แปลว่าใหญ่ “ปาดังเบซา แปลว่าทุ่งใหญ่”
  • “ปาดังเปรียง” ปาดังแปลว่าทุ่ง เปรียง แปลว่า หมุน ปาดังเปรียงเรียกว่า “ทุ่งหมุน”
  • “ปาดังกือเบา” ปาดังแปลว่าทุ่ง “กือเบา” แปลว่า ควาย ปาดังกือเบาแปลว่า “ทุ่งควาย” เหมือนภาษาตากาล๊อก ภาษาพูดของชาวฟิลิปปินส์ ที่วงดนตรีในประเทศไทยเอามาตั้งชื่อวงดนตรี คือ “คาราบาว แปลว่าควาย”

มีประเด็นให้คิดว่า ... ทำไมชาวปัตตานีไม่ยอมเป็นคนไทย? แต่ทำตัวเป็นอาหรับ มาลายูก็ไม่ยอมเป็นเพราะภาษามาลายูออกเสียง ป.ปลาได้ชัดเจน

ดังมีตัวอย่างอักษรทั้ง อาหรับ และ ยาวี ให้ศึกษาเพื่อประจักษ์

อยากจะบอกให้คุณสุจิตต์ วงษ์เทศรู้ไว้ด้วยว่า การสร้างชาตินั้นต้องสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ การสร้างความภูมิใจในความเป็นคนไทยนี่แหละคือการสร้างความสามัคคี แต่วิธีการบรรยายแบบด้อยค่าชาติพันธุ์ของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศนั้น เกิดความรู้สึก ๒ ความรู้สึก คือ

๑. ถดถอยความภักดีต่อแผ่นดิน รู้สึกไม่อยากเป็นคนไทย (ชังชาติตัวเอง)

๒. เกลียดคุณสุจิตต์ฯ อย่างเข้าไส้

 

ผมได้ฟังคุณสุจิตต์ฯ พูดในลักษณะนี้หลายครั้ง แต่คิดว่าคงจะพูดเอามันส์ เดี๋ยวก็คงเลิก แต่ปรากฏว่าไม่เลิก ขอเตือนนะครับเลิกพูดอย่างนี้เสียเถิดครับ

และจะขอเตือนให้สติ “คุณสุจิตต์ฯ” ว่า การที่คุณสุจิตต์ฯ มาพูดที่ ม.ปัตตานีนั้น ควรที่จะพูดในลักษณะการฑูตเพื่อประสานรอยร้าว ไม่ใช่ด้อยค่าข่มไทย ทำให้ไทยกลายเป็นตัวตลก หวังคำยอจากแขกปัตตานี

 

อีกกรณีครับ .... การที่คุณสุจิตต์ฯดีใจที่ได้รับการเชิญให้ไปบรรยาย ณ ม.สงขลานครินทร์ปัตตานี ควรรู้อีกอย่างคือ

คำว่า ฟาตอนีนั้น เป็นคำที่จะใช้ตั้งรัฐใหม่ คือ “Al Fatoni Darussalam (Islamic Land of Patani)

การตั้งเป้าหมายให้เป็น แผ่นดินอิสลามอันบริสุทธิ์นั้น คนไทยจะไม่มีเหลือนะครับ แล้วสักวันหนึ่งคุณสุจิตต์ฯจะได้เห็นคนไทยที่ปัตตานีต้องร้องไห้ด้วยความรักแผ่นดิน เมื่อถูกบังคับให้ทิ้งบ้านที่อยู่มาหลายชั่วคนให้คนมุสลิมปัตตานีเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าของแทนโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน

รู้ไว้ด้วยว่ามุสลิมไม่มีสัจจะ ให้ดูข้อตกลงเมื่อจคม.วางอาวุธแล้วมาเซ็นสัญญาสงบศึกโดยมีข้อตกลงให้จินเป็ง [เฉิน ผิง] มีสิทธิอยู่ในมาเลย์ได้ โกหกทั้งเพ ในที่สุดจินเป็งมาตายที่โรงพยาบาลในประเทศไทย เผาที่วัดหัวลำโพงแม้แต่เถ้ากระดูกก็ไม่ให้นำเข้ามาเลย์

นึกภาพคนอิสลามกับฮินดูย้ายถิ่นเมื่อตอนแยกประเทศปากีสถาน ออกจากอินเดียก็คงจะเห็นภาพชัดเจน คุณสุจิตต์ฯ ต้องการอย่างนั้นเพื่ออะไร? เพื่อใคร?

 

รู้จักคนปัตตานียุคใหม่

ในอดีตชาวปัตตานีเรียกตนเองว่า “ไทยมุสลิม” แต่บัดนี้ชาวปัตตานีทั้งนักศึกษาและนักวิชาการพยายามบอกคนไทยว่าตนเองเป็นมาลายู แต่พอตั้งชื่อสถาบันการศึกษารุ่นใหม่ๆที่มิได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลว่า “มหาวิทยาลัยฟาตอนี” ตาม “ชาวอาหรับ”

สรุป

บอกคนไทยว่าตนเองเป็นมาลายูไม่ใช่ไทย เผลอแผลบเดียวกลายเป็นอาหรับเสียนี่ ตกลงว่าจะเป็นชาติพันธุ์อะไรกันแน่ ? บางที่คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ตอนแทนให้ได้นะ

 

ตัวอย่างอักษรอาหรับ

 

 

 

อักษรยาวี ในภาษา “มาลายู”

 

ข้อคิดที่ ๑

ทุกๆคนต้องมีเผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์กับศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน

ถ้าเผ่าพันธุ์ตนเอง ชาติพันธุ์ตนเองยังไม่ซื่อสัตย์แล้ว

คนๆนั้นพร้อมที่จะตระบัดสัตย์หวังเพียงประโยชน์ตนเท่านั้น

ข้อคิดที่ ๒

อักษรยาวีเป็นอักษรประจำชาติมาลายู

เดี๋ยวนี้คนมาลายูอ่านอักษรยาวีออกน้อยลง อีกทั้งนักเรียนที่ไปเรียนตะวันออกกลางจะต้องไปเรียนอักษรอาหรับใหม่

แม้แต่ชาวอาหรับก็อ่านอักษรยาวีไม่ออก

และรัฐบาลมาเลเซียมุ่งพัฒนาเป็นพี่เบิ้มในภูมิภาค จึงได้จุ้นไปเป็นคนกลางเจรจาให้กับขบวนการก่อการร้ายหลายๆประเทศ

ส่วนนักเรียนมาลายูก็ได้รับการสนับสนุน ให้นักเรียนเรียนภาษาต่างประเทศมากขึ้น ลดชั่วโมงเรียนอักษรยาวีให้น้อยลง

ส่วนการใช้อักษรเพื่อสื่อสารภาษามาลายูก็ใช้อักษรโรมาไน้ซ์(อังกฤษ)ทดแทน

แต่ มาลายู รู้ว่าภาษาพูด ภาษาเขียน คือ อัตลักษณ์ บ่งบอกเผ่าพันธุ์

ถ้ามาเลเซียมีคนอ่านอักษรยาวีน้อยลง ในที่สุดก็สูญหายเช่นเดียวกับ ชนเผ่าแมนจู

ที่ต้องกลับมาเรียนภาษาพูด และภาษาเขียนกันใหม่

จึงต้องฝากอัตลักษณ์ภาษาเขียนไว้กับ ๓ จชต.

หมายเหตุ

เรื่องคนมาเลเซียใช้อักษรยาวีน้อยลงพิสูจน์ได้จากหนังสือพิมพ์อักษรยาวีที่เคยมีต้องปิดตัวเองลง เหลือสัก ๑ ฉบับหรือไม่ ไม่แน่ใจ !

ภาพงานศพ ฉิน เผิง หรือ จีน เป็ง

ประธานขบวนการ โจรจีนคอมมิวนิสต์ มาลายา ที่วัดหัวลำโพง

วันที่ ๒๐ - ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖

พวงหรีด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์

 

ผู้มาร่วมงานฌาปนกิจของเฉิน ผิง ให้ความสนใจ "หนังสือพิมพ์กำแพง" ที่ผู้จัดงานรวบรวมมาจากหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวการเสียชีวิตของเฉิน ผิง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา

 

"In Everlasting Memomy" หรือความทรงจำนิรันดร์ เป็นหนังสือที่ระลึก สำหรับผู้มาร่วมงานฌาปนกิจเฉิน ผิง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา

 

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาเป็นประธานในพิธีฌาปนกิจ ระบุว่ามาร่วมงานในฐานะที่เป็นเพื่อนเก่าของ เฉิน ผิง

ขอบพระคุณสำนักข่าว ประชาไท ฉบับวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖

 

ไทยให้ชีวิต ให้ที่พักพิง ให้ที่รักษา สุดท้ายถูกมาเลย์หลอก

แม้แต่เถ้ากระดูกของเฉิน ผิง (จีน เป็ง) ก็ไม่สามารถนำกลับไปมาเลเซียได้

 


 

ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับชังชาติ ตอนที่ ๒

เรื่อง “วัฒนธรรมไทย พุทธธรรมสอนโลก”

 

วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสิ่งแวดล้อม เช่น เศรษฐกิจ และสังคม ที่ผูกโยงกับ จารีต ประเพณี การสื่อสาร และศาสนา สุดท้ายด้วยเวลาอันยาวนนจะตกตะกอนเป็น “อัตลักษณ์” เพื่อสืบเป็นสันดานของชนเผ่าต่อไป

เนื้อหาของวัฒนธรรมที่นายสุจิตต์ วงษ์เทศ บรรยาย พาให้ฉงน ว่านายสุจิตต์ฯ กำลังสื่ออะไรให้ผู้ฟังรับทราบเป็นสาระบ้าง?

คำตอบก็ได้มีเป็นอักษรให้ทราบ ในวิดีโอ.แล้ว

 

ที่สำคัญกว่าคำตอบคือ การใช้คำพูดก็ยังเป็นห่วงเยาวชนรุ่นต่อๆไปเมื่อกลับมาเป็นอาจารย์สอนนักเรียน นักศึกษา อาจารย์เหล่านั้นจะใช้คำพูดต่ำเป็นตมถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นต่อไปรับเป็นวัฒนธรรมไทยหรือไม่?

 

ทุกอย่างดำเนินไปขณะที่ไทยเป็นสังคมพระพุทธศาสนา และจะต้องพัฒนาพระพุทธศาสนาอีกมาก พร้อมกับมีศาสนาอื่นรอเสียบ

 

แต่...มองออกไปภายนอกทั่วโลกจะเห็นพุทธธรรมกำลังโผปีก ท่องไปทั่วโลกสอนให้โลกรู้จักพรหมวิหารสี่และพระพุทธธรรม และหลายประเทศที่กำลังยอมรับโดยไม่มีการทำร้ายแลกกับการเปลี่ยนศรัทธาแต่อย่างใด

 

ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าคนไทยกำลังทำอะไรกับประเทศของตัวเอง

ดูๆแล้วเหมือนกับนายสุจิตต์ฯ กำลังพลิก “อัตลักษณ์ไทย” ให้ย้อนกลับหัวกลับหาง แย้งทิศกลับทางกับ พุทธธรรมเสียงั้นแหละ

 

ถ้าหากท่านผู้ฟังชอบอย่างนี้ ก็ไม่ขอพูดต่อ แต่ถ้าหากคุณพ่อ กับคุณแม่ ผู้ปกครองของนักเรียนห่วงอัตลักษณ์ของชาติไทย ที่ทั่วโลกยกย่องก็ต้องดู ฟัง ชมพร้อมกับให้คำแนะนำลูกหลานตอนที่ คุณสุจิตต์ วงษเทศกำลังบรรยาย....ก็แล้วกันครับ

 


 

ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับชังชาติ ตอนที่ ๓

เรื่อง “มีมารยาท มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว คือ อัตลักษณ์ไทย”

  • ไทยยังอ่อนด้อยและรู้เท่าทันเล่ห์ฝ่ายรุกด้านความมั่นคง
  • ไทยไม่รู้ว่าอัตลักษณ์ สำคัญพอที่จะทำให้สิ้นชาติได้
  • ไทยเคยถูกหลอก “ให้บรรจุ “อัตลักษณ์” ในรัฐธรรมนูญ ปี ๕๗” แต่โชคดีที่ได้สกัดไว้ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านจริงๆ มีผลกับโรงเรียนวิถีพุทธที่จะล่มสลายเพราะมีนักเรียนสตรีคลุมฮิญาบเข้าเรียนในห้องเรียน ไม่มีใครหน้าไหนจะห้ามได้เพราะรัฐธรรมนูญใหญ่กว่ากฎกระทรวง และกฎทุกๆกฎ ถ้าเป็นกฎของวัดในศาสนาพุทธยิ่งท้าทายกฎของฮิญาบยิ่งนัก เมื่อถูกบรรจุเป็นมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญคงไม่ต้องพูดถึง....โรงเรียนวิถีพุทธพินาศล่มสลายแน่นอน
  • ผู้ที่รู้คุณค่าของอัตลักษณ์ คือ ประเทศอิสลามเพื่อนบ้านเราเอง เขาเรียนพิชัยสงครามจากพระคัมภีร์ฯ เขาสามารถพลิกแพลงพิชัยสงครามในคัมภีร์เพื่อการรุกได้เชี่ยวชาญกว่าหน่วยงานความมั่นคงของเราเสียอีก
  • ประเทศอิสลามเพื่อนบ้านทางใต้เขาต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ จนเป็นมีคดีความระหว่างประเทศเพราะเขารู้คุณค่าของอัตลักษณ์ ประเทศใดไม่มีอัตลักษณ์ของชาติแสดงว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ ... แล้วใครจะยอม?
  • ทีนี้คงจะรู้อิทธิฤทธิ์ของอัตลักษณ์แล้วสินะ? ยัง.... ยังไม่จบ
  • ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเรื่องระดับชาติที่แย่งอัตลักษณ์กัน....เป็นบทเรียนให้ไทยได้เรียนรู้

ร่วมรากแต่ชิงอายุ (ชาติของฉันเก่าแก่กว่า)

  • ในปี ๒๐๐๗ เกิดความขัดแย้งเรื่องการอ้างความเป็นเจ้าของเพลง ‘ราซา ซายัง-ซายังเงอ’ (Rasa Sayang-Sayange)

ประเทศมาเลเซียใช้เพลงนี้ประกอบคลิปโฆษณาท่องเที่ยวมาเลเซีย โดยอ้างว่าเพลง ‘ราซา ซายัง-ซายังเงอ’ เป็นเพลงของคาบสมุทรมลายู ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมาลูกู (Maluku) ประเทศอินโดนีเซีย ก็อ้างว่าเพลงดังกล่าวเป็นของประเทศอินโดนีเซีย เพราะเป็นเพลงพื้นบ้านที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของจังหวัดมาลูกูมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

  • นักการเมืองมาเลเซียคนหนึ่งได้ถือกริชไปงานประชุมประจำปีของพรรค UMNO และประกาศว่ากริชเป็นวัฒนธรรมของมาเลเซีย ชาวอินโดนีเซียได้ยินเข้าก็ควันออกหูสิครับ
  • แม้กระทั่งผ้าถุง (ผ้าบาติก หรือ ปาเต๊ะ) การเชิดหนังตลุง (วายังกูลิต) สองพี่น้องร่วมรากก็แย่งกันเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
  • เรื่องสำคัญคือ เรื่อง เพลงชาติของมาเลเซียที่ชื่อว่า ‘เนอการากู’ (Negaraku) แปลว่า ‘ประเทศของฉัน’ อินโดนีเซียแย้งว่าเพลงนี่มันเป็นของฉันมาเลเซียดัดแปลงมาจากเพลง “เตอรัง บูลัน” แปลว่าจันทร์กระจ่างนั่นแหละ
  • ก็ให้สงสัยอยู่ว่า เพลงชาติของทั้งสองประเทศจะร้องกันปีละกี่ครั้ง ของไทยนี่ร้องทุกวันยืนตรงเคารพธงชาติวันละ ๒ เวลา จนเป็นข่าวไปทั่วโลก
  • มาเลเซียเอาบ้าง....เคยมีการทดลองให้ยืนเคารพเพลงชาติที่ประเทศมาเลเซียในโรงภาพยนตร์ เพียง ๗ วัน แต่ไม่สำเร็จ ก็ได้อยู่แค่นั้น
  • ทั้งๆที่ทั้ง ๒ ประเทศต่างเป็นประเทศอิสลาม มาจากรากเดียวกันทั้งภาษาพูด และชาติพันธุ์ แต่ไม่ยอมกันเพราะไม่ยอมเป็นชาติเกิดใหม่นั่นเอง
  • ถ้าไทยเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประธานาธิบดี ก็เป็นประเทศเกิดใหม่เหมือนกัน...เอาไหมล่ะ?

 


 

ประวัติศาสตร์ไทย ตอนที่ ๔

เรื่อง “พงศาวดารชังชาติ ฉบับ แฟรงเกนสไตน์”

  • ประวัติศาสตร์ (อังกฤษ: history; รากศัพท์ภาษากรีก ἱστορία หมายถึง "การสอบถามหาความรู้ที่ได้มาโดยการสอบสวน") เป็นการค้นพบ ค้นหา รวบรวม จัดระเบียบและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตประวัติศาสตร์ยังอาจหมายถึงช่วงเวลาหลังมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้น นักวิชาการผู้เขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรียกนักประวัติศาสตร์

จากวิกิพีเดีย

จากวิกิพีเดีย

พงศาวดารไทยที่ได้มีการยอมรับเป็นทางการมีทั้งหมด ๑๑ ฉบับ

รายนามพระราชพงศาวดารไทย

จากวิกิพีเดีย

ชาวไทยควรคำนึง

  • กรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์กับ เมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงผูกมิตรไมตรีกับกษัตริย์ เมืองนครศรีธรรมราชาให้ช่วยติดต่อขอพระพุทธสิหิงค์ จากลังกากลับมา ประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย และ
  • สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงนิมนต์พระสงฆ์ ลัทธิลังกาวงศ์ มาจากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ที่กรุงสุโขทัย

หมายเหตุ      อ่าน ๒ หัวข้อนี้ก็รู้อยู่แค่ เมืองนครศรีธรรมราชเป็นพันธมิตรกับ กรุงสุโขทัย (มิได้สรุปเอาเองว่าเมืองนครศรีฯเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสุโขทัย) แต่ถ้าหากพิจารณาประเด็นอาณาเขตเมืองนครศรีธรรมราช ตามตราประจำเมืองนครศรีฯก็จะพบว่า ตรา ๑๒ นักษัตตร์ ได้บอกถึงอาณาเขตเมืองนครศรีฯไว้ชัดเจน

ประเด็นคิด

  • ไม่สรุป แต่นำเสนอด้วยหลักฐานเท่าที่มีปรากฏมาให้ท่านพิจารณา พวกเรา รุ่นเราล้วนแต่เกิดไม่ทันได้แต่เอาข้อมูลมาเพื่อรับรู้และช่วยกันพิจารณาเท่านั้นเอง จะพิจารณาว่าใช่ก็ไม่เสียหาย ไม่ใช่ก็ไม่เสียหาย เพราะเอามาเป็นประเด็นกล่าวหาว่าสยามเป็นนักล่าเมืองขึ้นไม่ได้อยู่นั่นเอง
  • เรื่องประวัติศาสตร์และพงศาวดารเป็นเรื่องยากที่จะสรุปเพราะปราชญ์ทางพงศาวดารเองก็บันทึกมามีความต่าง
  • ดังนั้นเอาไว้เป็นข้อคิดและศึกษาต่อไป
  • ประวัติศาสตร์เป็นวิชามิได้วัดค่าความรู้ว่าใครรู้มากกว่าใคร
  • แต่เป็นแสดงวิสัยทัศน์ของผู้รู้ว่าเป็นการให้ข้อคิด(ปัญญา)โดยไม่ต้องกระดิกลิ้นใช้โวหารเป็นคมดาบด้อยค่าผู้ใดว่า “ใครจริงใครเท็จ”

ชาวไทยควรคำนึง ... มวยยุคคาดเชือกใช้กติกามวยสากลมาตัดสินนั่นคือ อุตริกติกา

พูดหวังอะไร ?  

  • เมื่อได้กล่าวข้อเท็จจริงในมุมประวัติศาสตร์ได้ระดับหนึ่งแล้ว มีข้อให้คิดว่า
  • ทำไมนายสุจิตต์ฯจึงยกเรื่อง “พ่อขุนรามคำแหง มิได้คุมปัตตานีมาพูดที่ ม.สงขลานครินทร์ปัตตานี?”
  • ถ้าคิดว่าเอาอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเป็นยุคเริ่มอาณาจักรสยามเป็นเป้าทำลายความน่าเชื่อถือในการเข้ายึดครองของปัตตานีในฐานะ “สยาม คือ นักล่าอาณานิคม” แต่ปรากฎในศิลาจารึกระบุไว้ว่า “ทิศใต้ตั้งแต่สุพรรณบุรี ราชบุรี เลยนครศรีธรรมราชไปสุดแผ่นดินจดทะเลมหาสมุทร” แต่ทะเลพระมหาสมุทรของเมืองนครศรีฯ นั้นอาจจะเป็นแค่อำเภอหัวไทร จ.นครศรีฯ เท่านั้นเองก็ยังไม่ถึง ปัตตานี
  • ถ้างั้นยังมีอีกหลักฐานหนึ่ง คือ เมืองอาณาเขตตามที่ระบุไว้ในตราเมืองนครศรีฯ ว่า ทิศใต้ไล่ไปตั้งแต่

๑. เมืองสายบุรี ตราหนู

๒. ปัตตานี ตราวัว

๓. กลันตัน ตราเสือ .....จรด

๔. เมืองไทรบุรี ตรางูใหญ่

  • บอกถึงอาณาเขตการปกครอง หรืออยู่ในอิทธิพลของเมืองนครศรีฯ
    • ดังนั้น... ถ้าไม่เอาศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่บอกว่า “ทิศใต้ตั้งแต่สุพรรณบุรี ราชบุรี เลยนครศรีธรรมราชไปสุดแผ่นดินจดทะเลมหาสมุทร” ก็เอาเป็น “เมืองนครศรีธรรมราช” ก็แล้วกัน !....

เป็นอันว่า    ถ้าเป็นการตัดต่อประวัติศาสตร์กันอย่างนี้ มันไม่ต่างอะไรกันกับตัดต่อชิ้นส่วนซากศพให้เป็น “แฟรงเกนสไตน์” ดีๆนี่เอง

 

<><><><> 

 

 

ดวงตราประจำเมือง บอกถึงอาณาเขตการปกครอง ของ เมืองนครศรีธรรมราชมาแต่โบราณ                  

๑.    เมืองสายบุรี ปีชวด ถือตราหนู

๒.   เมืองปัตตานี ปีฉลู ถือตราวัว

๓.   เมืองกะลันตัน ปีขาล ถือตราเสือ

๔.   เมืองปะหัง ปีเถาะ ถือตรากระต่าย

๕.   เมืองไทรบุรี ปีมะโรง ถือตรางูใหญ่

๖.   เมืองพัทลุง ปีมะเส็ง ถือตรางูเล็ก

๗.   เมืองตรัง ปีมะเมีย ถือตราม้า

๘.   เมืองชุมพร ปีมะแม ถือตราแพะ

๙.    เมืองไชยา(บันไทยสมอ) ปีวอก ถือตราลิง

๑๐. เมืองท่าทอง(สะอุเลา) ปีระกา ถือตราไก่

๑๑. เมืองตะกั่วป่า-ถลาง ปีจอ ถือตราสุนัข

๑๒. เมืองกระบี่ ปีกุน ถือตราหมู

ซึ่งถ้าหาก ม.สงขลานครินทร์คิดว่าเป็นประวัติศาสตร์ระบุอาณาเขตเมืองนครศรีฯผิดความจริง ไม่ควรมี “เมืองปัตตานี” ลองปรึกษานักประวัติศาสตร์แล้วจ้างทนายฟ้องร้องให้เมืองนครศรีฯให้แก้ไข หรือลบออกได้นะ

นายสุจิตต์ วงษเทศ ได้พูดถึงประวัติศาสตร์ประเทศไทยไว้หลายเรื่อง ที่ยกตัวอย่างมาเป็นวิดีโอ. ได้ตัดมาแค่บางส่วนจากบางตอนเท่าที่ได้เห็น และเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น ผมขอพูดด้วยความรักและเป็นห่วงประเทศชาติ มิได้เตือนนายสุจิตต์ฯโดยตรง

จากวิดีโอ.ที่ได้ตัดย่อมานำเสนอมี ๔ ตอน เป็นการบรรยายของนายสุจิตต์ฯที่ ม.สงขลานครินทร์ ปัตตานี

นายสุจิตต์ฯควรที่จะรู้ว่า ปัตตานีเป็นพื้นที่เปราะบางต่อประวัติศาสตร์ตามยุทธศาสตร์การแยกตัวเองเป็น “อัล ฟาตอนี ดารุสซาลาม”ของปัตตานี คนไทยและคนมุสลิมถูกโจรก่อการร้ายฆ่าตาย และบาดเจ็บและพิการร่วมหมื่นคนแล้ว

 

นักประวัติศาสตร์พึงตระหนัก

ทุกพื้นที่ที่ได้ยึดครองแล้วจะถูกลบประวัติศาสตร์ออก แม้แต่มาเลเซียก็ไม่พอใจที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีเพราะ ขุดค้นไปก็เจอหลักฐานว่าเคยเป็นพื้นที่ของ ศาสนาพุทธ และ ฮินดูมาก่อน

คำพูดต่อไปนี้มิใช่คำกล่าวหา แต่เป็นความไม่เข้าใจในพฤติกรรม และเป็นคำเตือนว่าการพูดประวัติศาสตร์ผิดที่ผิดเวลาเป็นการเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติได้ขอให้คุณสุจิตต์ฯ ระมัดระวังให้มาก มิฉะนั้น “นายสุจิตต์ฯมาบรรยายครั้งนี้กลายเป็นมีเป้าหมายสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน” ให้เป็น “อัล ฟาตอนี ดารุสซาลาม”

การพิจารณาต่อยอดจากนี้เป็นหน้าที่ของประชาชนเจ้าของประเทศเป็นผู้พิจารณา

 


 

ประวัติศาสตร์ไทย ตอนที่ ๕

ชังชาติ – ศาสนาเถื่อน ! “ยุทธการล้างแผ่นดิน”

 

ประวัติศาสตร์ไทยชุดนี้มีสาเหตุ  ด้วยวิกฤติแผ่นดินเดินมาถึงจุดเปราะบาง ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาถูกทำลาย อัตลักษณ์ความเป็นชาติไทยถูกด้อยค่า

เมื่อเอาความมั่นคงมาเทียบ จึงรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ดังที่นายนิธิ เอียวศรีวงศ์นักประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะแรงและเร็ว เพราะมั่นใจในการเตรียมการที่มีความพร้อมสูง ระดมบุคคลากรนักวิชาการ อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมีทั้ง สาขารัฐศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย

นอกจากนั้นมีนักประวัติศาสตร์นอกมหาวิทยาลัย ครูกวดวิชา นักศึกษาและนักพูดที่หลงตัวเองคิดว่าตนเองเป็นปราชญ์ รวมทั้งพระสงฆ์

ที่หนักที่สุดๆคือค่าใช้จ่าย  เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กมากๆเมื่อมีมหาอำนาจต่างชาติหนุนหลังเต็มที่

การวางแผนจะไม่มีการเล็งผลเลิศ จะประเมินต่ำไว้เสมอจนถึงระดับความจำเป็นต้องใช้กำลังและอาวุธ ด้วยความเชื่อว่าสามารถดึงทหารส่วนหนึ่งออกจากแถวมาร่วมขบวนการที่เรียกตนเองว่า “ราษฎร” ได้  จนกระทั้งถึงขั้นกองกำลังต่างศาสนาทั้งชายแดนในและนอกประเทศก็พร้อมที่จะแตะมือ ..........ถ้าถามว่าอาวุธมาจากไหน? ... ขออย่าได้สงสัยเลย!

จลาจลในพม่า ทำเอารัฐบาลพม่างงเป็นไก่ตาแตกว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเอาอาวุธดีๆ ใหม่ๆมาจากไหน? เรื่องนี้ไม่ยาก กองกำลังติดอาวุธโรฮิงญา (คือมิใช่ผู้อพยบ) นับพันคนเข้าพม่าผ่านชายแดนด้านประเทศไทยแล้วมีบัตรประชาชนไทยได้ กลายเป็นคนสองสัญชาติได้ เรื่องอาวุธก็จับได้ที่ชายแดนไทยพม่าจำนวนมหาศาลที่เคยเป็นข่าวเมื่อเดือนมิ.ย.๖๓  ....... เรื่องที่รัฐบาลพม่างง! ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

และเป็นไปได้ที่สงครามกลางเมืองจะระบาดข้ามมายังประเทศไทย แต่ตอนนี้โชคดีที่ภูมิต้านทานเราดีกว่า พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่พวกมารรอล้มพระมหากษัตริย์ให้สำเร็จก่อน  แต่ก็ดีที่เราได้เห็นสันดานเสียก่อน พวกเราชาวไทยเพียงแต่อย่าสักแค่รู้แล้วผ่านเลย ศึกษาต่อ หาตัวจิ๊กซอว์ที่ซ่อนอยู่ให้ได้มากตัว จะได้ง่ายเมื่อนำมาต่อภาพ จะได้เห็นชัดเจน

“ความรู้เท่าทันของประชาชน คือ ทางรอดของแผ่นดิน”

ชาวไทยควรคำนึง

“จงศึกษาเพื่อสกัดปัญหา อย่าแก้ไขปัญหาตามหลัง

บทความและวิดีโอ.ชุดนี้ ทำขึ้นเพื่อให้สติในวาระที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังร่างหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ ตามที่ได้นำเสนอไว้แล้วในบทนำ

โดยวีรกรรม ก.ศึกษาธิการได้สร้างฝากไว้เป็นประวัติของกระทรวงฯขอนำมากล่าวโดยย่อเพียงเล็กน้อยดังนี้ 

  • ลบข้อความ “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” ออกจากสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา
  • สอนภาษามาลายูตามตะเข็บชายแดนไทยและโรงเรียนทั่วประเทศ โดยไม่หวั่นว่า ขบวนการโจรก่อการร้ายจะย้ายถิ่นจากปัตตานีกระจายไปอยู่ทั่วประเทศแล้วข้ามแดนไปปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้านแล้วหนีเข้าไทย เหมือนกันโจรปัตตานีปฏิบัติการในไทยแล้วหนีไปกบดานในประเทศมาเลเซียอยู่ในขณะนี้

 

แสดงว่าองค์กรอิสลามเข้าถึงแหล่งผลิตทรัพยากรของชาติ เมื่อมาดูพฤติกรรมการบรรยายด้อยค่า เหมือนกับจะล้มชาติไทยของนายสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็สงสัย ว่า ทำไม ม.สงขลานครินทร์ ปัตตานี จึงเปิดการบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ไทย

เมื่อย้อนไปดูกำหนดการ และ หัวข้อการพุดคุย ๕ ข้อเพื่อสันติภาพซึ่งมี มาเลเซียเป็น คนกลางประสานการพูดคุย ระหว่างรัฐบาลไทย กับ BRN.ขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดน เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖ นั้นมีข้อกำหนดไว้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของฝ่าย BRN.เข้าร่วมด้วย เมื่อสอบถามจากผู้เข้าประชุมในครั้งนั้นก็ทราบว่า ...มีจริงๆ ! แต่เป็นการประชุมปิด ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ารับฟัง

ก็ได้ติดตามสอบถามจากผู้ที่เข้าร่วมประชุมปิดครั้งนั้น ก็เข้าใจได้ชัดเจนว่า การบรรยายของนายสุจิตต์ วงศ์เทศ เป็นการปูพื้นทำลายประวัติศาสตร์ไทย ให้ประชาชนเข้าใจในมุมที่

  • ไทยมิได้เป็นชาติ
  • ปัตตานีเกิดก่อน หรือ เก่าแก่กว่า “ไทย”

ในการประชุมปิด เป็นการบรรยายร่ายยาวในประวัติศาสตร์ ความทารุนโหดร้าย ที่ชาวปัตตานีได้รับจาก สยาม

ทุกๆคนต้องทนนั่งฟังถึง ๓ - ๔ ชั่วโมง บรรยายไปบีบน้ำตาร้องไห้ไปถ้าใครไม่รู้ซึ่งในภาษาอังกฤษคำว่า “Drama” ก็จะเข้าใจได้ลึกซึ้งกันในวันนั้นเอง แล้วก็สรุปว่านี่แหละคือเหตุผลที่ต้องขอแบ่งแยกดินแดน

สรุปได้ว่า        

  • นายสุจิตต์ วงษเทศ รับงาน ม.สงขลานครินทร์ มาบรรยายในวันที่ ๑๕ - ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ ใช้เวลาบรรยาย ๒ วัน
  • เมื่อมาดู “BRIEFING ON BARISAN REVOLUSI NASIONAL’S FIVE [5] DEMANDS” ซึ่งเป็นเอกสาร “ข้อเสนอความต้องการ ๕ ข้อ ของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนปัตตานี” ซึ่งระบุไว้เป็นเนื้อหากำหนดการประชุมวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖

เห็นได้ว่า การแบ่งแยกดินแดนได้จัดขั้นตอนไว้สอดคล้อง การปูพื้นหรือสร้างภาพมุมลบเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลย้อนไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต เพื่อรองรับปฏิกิริยาด้านการ “ต้านแย้ง” ล่วงหน้าถึง ๘ เดือน

ถ้าสังเกตุจะเห็นผู้ชมไม่น้อยที่ไม่ได้คลุมฮิญาบปรบมือหัวเราะอย่างครื้นเครง เป็นกำลังใจให้คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ อย่างอบอุ่น

“ความรู้เท่าทันของประชาชนคือ ทางรอดของแผ่นดิน”

เริ่มด้วยเรียนรู้ภัยแผ่นดินทุกๆด้าน ถ้าเรารู้เท่าทันเราจะสกัดปัญหาล่วงหน้าได้โดยไม่เสียเลือด เนื้อ และ ชีวิต อีกทั้งยังจะรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานได้

ถ้าแก้ไขปัญหาตามหลัง ในยุคสงครามที่ปฏิบัติการโดยคนบาปหยาบพาล เราต้องใช้ทรัพยากรด้านกฎหมายและยุติธรรมมากกว่าและยังเสียเวลา ต้องคอยแก้ข้อหารังแกประชาชนอีกด้วย

วิดีโอ. ๕ ตอนเต็มๆไม่มีตัด

บรรยายที่ปัตตานีโดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นวิดีโอ.ควรดูอย่างยิ่งเพื่อความรู้เท่าทัน

ปัญหาเสียแผ่นดิน ไม่ใช่เป็นเรื่องของการรอให้เกิดปัญหา  หรือคอยฟังคนมาบอก 

คลิกฟังเพื่อรู้เท่าทัน ....ฟังเพื่อรู้ภัยให้หมดทั้ง ๕ ตอน วิดีโอ.ที่ได้ดูมาแล้วเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น คลิกเลย  ดูแล้ว ได้รู้ถึงภัยของ “ลิ้นคนเราที่อันตรายกว่าคมดาบ”

 

บทเรียนจากคมดาบ

ลิ้นของคนให้ทั้งความสนุกสนาน ครื้นเครง ความเจ็บปวด

“ในที่สุดไทยเสียเมืองเพราะลิ้นของคน”

 

อยากจะบอก

นายสุจิตต์ วงษ์เทศ เตรียมตัวรับเชิญไปเป็นพยานสำคัญให้ปากคำกับ UN.

เมื่อปัตตานีร้องขอ “แยกตัวเป็นประเทศอิสระ”

 

BRN’S OFFER IF 5 DEMANDS CAN BE AGREED IN PRINCIPLE AND TO BE DISCUSSED

  1. Agree to meet at the next 5th JWG – PDP as agreed in the 28th February 2013 Consensus.
  2. Will replace the current BRN panel members with more suitable representative.
  3. Will add new panel members to become inclusive and representing many sections and parties of the Patani Malay Community:
    1. Head of Delegation from BRN.
    2. 3 Members from BRN. [Secretary, Ulama, Youth]
    3. 2 members from Pulo.
    4. 1 member from BIPP.
    5. Law Expert.
    6. History Expert. [นักประวัติศาสตร์]
    7. Economy and Commerce Expert.
    8. Expert on Social Issues. [Education,Language & Cuture]
    9. Expert on Social issues. [Women Affairs, Elderly, Children & Disalbe person]
    10. Expert on Administration & Governance Affairs.
    11. Community Activist.
    12. Student Activist.
  1. Will start dialogue on reducing militant operation
  2. Will not asking for territorial separation from the Kingdom of Thailand.

 

จบ


 

 

จำนวนผู้เข้าชมหน้านี้ : free web page counter