เป็นห่วงด้ามขวานไทย ชาวไทยควรคำนึง สถานการณ์ใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ โดย ภูวดล แดนไทย
 
 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

พระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

พระมหามงกุฎเป็นเครื่องหมายของราชาธิปไตย
พระมหามงกุฎสง่างามด้วยประดับเพชรนิลจินดาอันมีค่าฉันใด
ข้าราชการที่อุตส่าพยายามช่วยกันทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีเจริญสุข
ก็เปรียบเหมือนเพชรนิลเครื่องประดับพระมหามงกุฎฉันนั้น



พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

          ข้อมูล

          วันประสูติ วันพฤหัสบดีขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน พ.ศ. 2287
          วันสวรรคต 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2346
          พระราชบิดา สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี)
          พระราชมารดา พระอัครมเหสี (หยก)
          ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

 

          สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือ กรมพระราชวัง
          บวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิม บุญมาเป็นพระราชภาตา
          ร่วมพระราชชนกชนนี กับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
          จุฬาโลกมหาราช เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๕ ในสมเด็จ
          พระปฐมบรมมหาชนกทองดี และพระชนนีหยก ประสูติใน
          รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยกรุงศรีอยุธยา
          เมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน พ.ศ. ๒๒๘๖
          มีนิวาสถานอยู่หลังป้อมเพชร ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อทรง
          เจริญวัยได้รับราชการเป็นมหาดเล็กตำแหน่งนายสุดจินดา
          มหาดเล็กหุ้มแพร ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์
          ทรงมีพระเชษฐา พระเชษฐภคิณี พระอนุชาร่วมพระชนก
          ประกอบด้วย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา
          เทพสุดาวดี (นามเดิมว่า สา) พระเชษฐภคินี พระองค์ใหญ่
           พระเจ้ารามณรงค์ (นามเดิมว่า รามณรงค์) พระเชษฐา
          พระองค์ใหญ่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระ
          ศรีสุดารักษ์ (นามเดิมว่า แก้ว) พระเชษฐภคินี พระองค์รอง
          พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (นามเดิมว่า ด้วง)
          พระเชษฐา พระองค์รอง สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวัง
          บวรมหาสุรสิงหนาท (นามเดิมว่า บุญมา) สมเด็จพระเจ้า
          บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าลา กรมหลวงจักรเจษฎา (นามเดิมว่า ลา)
          พระอนุชา ต่างพระชนนี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุ
          กรมหลวงนรินทรเทวี (นามเดิมว่า กุ) พระขนิษฐา ต่างพระชนนี




           กรุงศรีอยุธยาแตก ใน พ.ศ. ๒๓๑๐
           พม่ายกมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ขณะนั้นพระนครอ่อนแอมาก พระยาวชิรปราการ (พระเจ้าตากสิน)
           จึงพาสมัครพรรคพวกตีฝ่าออกจากพระนครศรีอยุธยา มุ่งไปรวบรวมกำลังที่หัวเมืองชายทะเลตะวันออก ที่ชลบุรี
           เพื่อจะรบสู้ขับไล่ข้าศึกจากพระนคร เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกบ้านเมืองสับสนเป็นจลาจล กรมพระราชวังบวร
          มหาสุรสิงหนาท ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็น นายสุดจินดา ได้เสด็จลงเรือเล็กหลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา
          และมุ่งจะเสด็จไปยังเมืองชลบุรีด้วยเช่นกัน ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
          เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ได้นำครอบครัว และบริวาร อพยพหลบภัยข้าศึกไปตั้งอยู่ ณ อำเภออัมพวา
          เมืองสมุทรสงครามซึ่งแต่เดิมขึ้นกับ เมืองราชบุรี ก่อนที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท จะเสด็จไปถึง
          ชลบุรี ได้เสด็จไปพบพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่อำเภออัมพวาก่อน ได้ทรงชวน
          ให้เสด็จไปหลบภัย ณ ชลบุรี ด้วย แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังไม่พร้อม
          แต่ได้พระราชทานเรือใหญ่ พร้อมเสบียงอาหาร และพระราชดำริให้ไปฝากตัวทำราชการกับสมเด็จพระเจ้า
          ตากสินมหาราช และทรงแนะนำให้เสด็จไปรับท่านเอี้ยง พระชนนีของพระยาตากสิน ซึ่งอพยพไปอยู่ที่บ้านแหลม
          พร้อมทั้งทรงฝากดาบคร่ำ และแหวน ๒ วง ไปถวายเป็นของกำนัลด้วย เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึก
          ข้าศึกได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม เก็บรวบรวมทรัพย์สินมีค่า แล้วยกทัพกลับไป ให้ทหารรักษาการ
          อยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น และที่ธนบุรี บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย แยกเป็นก๊กเป็นเหล่าถึง ๖ ก๊ก พระยาตากสิน
          เป็นก๊กหนึ่งรวบรวมไพล่พลตั้งอยู่ที่จันทบุรี เข้าตีพม่าข้าศึกที่รักษากรุงศรีอยุธยาแตกไปแล้ว จึงเสด็จเถลิงถวัลย
          ราชสมบัติเป็น สมเด็จพระเจ้าตากสิน สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมื่อปีชวด สัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๓๑๑
          สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ในขณะนั้นทรงได้รับการสถาปนาบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรี
          เจ้าพระตำรวจในขวา การทำศึกสงคราม พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
          ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทรงร่วมศึกสงคราม
          ขับไล่อริราชศัตรูปกป้องพระราชอาณาจักรตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ได้เสด็จไปในการพระราชสงคราม
          ทั้งทางบก และทางเรือ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถึง ๑๖ ครั้ง และในรัชกาลพระบาทสมเด็จ
          พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อีก ๘ ครั้ง ได้แก่

           พ.ศ. ๒๓๑๐ ตีค่ายโพธิ์สามต้นของข้าศึก

           พ.ศ. ๒๓๑๑ ตีค่ายพม่าที่บางกุ้ง และที่สมุทรสงคราม ขณะนั้นทรงมีบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรี และเสด็จ
           ไปรับพระเชษฐาธิราช จาก อำเภออัมพวา เข้ามารับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทรงรับ
           สถาปนาเป็น พระราชวรินทร์

           พ.ศ. ๒๓๑๑ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงยกกองทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพิษณุโลก และยกไปปราบ
           ชุมนุมเจ้าพิมายที่นครราชสีมา พระมหามนตรี และพระราชวรินทร์ได้ร่วมการสงครามที่ด่านขุนทด
           มีชัยชนะในเวลา ๓ วัน ความชอบในการสงครามครั้งนี้ พระราชวรินทร์ได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น
           พระยาอภัยรณฤทธิ์
และพระมหามนตรี เป็นพระยาอนุชิตราชา จางวางตำรวจ

           พ.ศ. ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ และพระยาอนุชิตราชา ยกทัพไปปราบ
           กรุงกัมพูชา ตีได้เมืองเสียมราฐ

           พ.ศ. ๒๓๑๓ พระยาอนุชิตราชาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็น พระยายมราช ได้ยกทัพไปร่วมกับทัพหลวงปราบ
           ชุมนุมเจ้าพระฝาง ตีได้เมืองสวางคบุรี และได้หัวเมืองเหนือไว้ในพระราชอำนาจทั้งหมด เมื่อเสร็จราชการศึก
           ครั้งนี้ ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก เป็นผู้ปกป้อ
           งพระราชอาณาจักรฝ่ายเหนือ และได้ยกทัพไปตีทัพโปมยุง่วนที่มาล้อมเมืองสวรรคโลก

           พ.ศ. ๒๓๑๕ เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ได้ยกทัพไปปราบพม่าที่ยกมาตีเมืองลับแล หรืออุตรดิตถ์ และเมืองพิชัย
           จนแตกพ่ายไป

           พ.ศ. ๒๓๑๖ เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช และพระยาพิชัย ได้ยกทัพไปรบถึงประจัญบาน กับทัพโปสุพลา
           ที่เมืองพิชัย จนข้าศึกแตกพ่าย ครั้งนี้เองที่พระยาพิชัยได้รับสมญานามว่า "พระยาพิชัยดาบหัก"

           พ.ศ. ๒๓๑๗ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
           ซึ่งขณะนั้นเป็น เจ้าพระยาจักรี กับเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ยกทัพหัวเมืองเหนือไปตีเมืองเชียงใหม่
           มีชัยชนะ และเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราชได้คุมทัพเหนือไปล้อมทัพพม่า ที่เขาชะงุ้ม ตีค่ายพม่าที่เขาชะงุ้ม
          และปากแพรกแตกจนพม่ายอมแพ้

           พ.ศ. ๒๓๑๘ เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช และเจ้าพระยาจักรี ได้รับพระราชบัญชาให้ยกทัพ
           จากพิษณุโลกไปขับไล่โปสุพลา ที่ยกมาตีเมืองเชียงใหม่ และต่อมาอะแซหวุ่นกี้ ยกมาล้อม
           เมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาทั้งสองจึงนำไพล่พลออกจากพิษณุโลกไปตั้งมั่นที่เมืองเพชรบูรณ์
           ต่อมาพม่าถอนกำลัง จึงได้คุมกำลังเมืองนครราชสีมาติดตามตีทัพที่กำลังถอยแตกกลับไป

           พ.ศ. ๒๓๒๐ ได้ยกทัพจากกรุงธนบุรีไปสมทบทัพเจ้าพระยาจักรีที่นครราชสีมา ตีเมืองนครจำปาศักดิ์
           เมืองอัตบือ สุรินทร์ สังขะ ขุขันธ์ ไว้ได้ จากความชอบในการพระราชสงครามครั้งนี้ เจ้าพระยาจักรี
           ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก"

           พ.ศ. ๒๓๒๑ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช เกณฑ์ทัพเรือ
           จากกัมพูชา ไปล้อมเมืองเวียงจันทน์ ๔ เดือนจึงตีได้ และตีหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นลาวจนจด
           ตังเกี๋ยของญวนไว้ได้ด้วย และในครั้งนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญพระพุทธมหา
           มุนีรัตนปฏิมากร กลับคืนเวียงจันทน์มาประดิษฐานที่กรุงธนบุรีด้วย

          พ.ศ. ๒๓๒๔ เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช เป็นแม่ทัพหน้าร่วมกับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
          ยกทัพไปตีกัมพูชา แต่ต้องเสด็จกลับกรุงธนบุรี เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระประชวร
           บ้านเมืองเกิดจลาจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เสด็จปราบดาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์
           รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์ และสถาปนากรุงเทพมหานคร
           เป็นราชธานี เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาอุปราช
           กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
พระนามนี้ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำหนด
           ระเบียบเกี่ยวกับพระเกียรติเจ้านาย ให้ขานพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
          ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
          ได้ทรงร่วมการพระราชสงคราม ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๔๕ รวม ๘ ครั้ง คือ

          พ.ศ. ๒๓๒๘ สงครามเก้าทัพ รบกับทัพพระเจ้าปดุง
          ที่ยกทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ แม้มีไพร่พล
          น้อยกว่าข้าศึก แต่ทรงทำกลอุบายลวงข้าศึก จนสามารถ
          มีชัยชนะ ในปีนั้น ยังได้เสด็จนำทัพเรือไปตีพม่าที่ไชยา
          และเสด็จไปปราบปัตตานีที่เอาใจออกห่าง และตีเมือง
          กลันตัน ตรังกานู เป็นเมืองขึ้นของไทยด้วย สมเด็จ
          กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาสุรสิงหนาท ได้ปืน
          พญาตานี จากเมืองปัตตานี นำมาทูลถวายพระบาทสมเด็จ
          พระพุทธยอดฟ้า ฯ เมื่อเดือนตุลาคม
(..นิราศ)

                   พ.ศ. ๒๓๒๙ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จนำทัพไปรบกับพระเจ้าปดุง ที่เข้ามายึด
          ตำบลท่าดินแดง และสามสบ ได้ตีทัพพม่าแตก

           พ.ศ. ๒๓๓๐ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองลำปางคืน และตีทัพพม่า
          ที่ป่าซางแตก เสร็จการสงครามนี้ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่ มาประดิษฐาน ณ พระราชวังบวร
          สถานมงคล ที่กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๓๓๖
เสด็จไปตีเมืองทวายสำเร็จ... (เพลงยาว)

           พ.ศ. ๒๓๔๐ เสด็จยกทัพไปป้องกันเมืองเชียงใหม่ ตีพม่าที่ลำพูน และเชียงใหม่แตก

           พ.ศ. ๒๓๔๕ ได้เสด็จไปขับไล่กองทัพข้าศึกออกจากเชียงใหม่ แต่เมื่อเสด็จไปถึงเมืองเถิน ทรงพระประชวรโรคนิ่ว
          ต้องประทับรักษาพระองค์เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระอาการประชวรกำเริบ ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน
           พ.ศ. ๒๓๔๖ พระชนมายุ ๖๐ พรรษา

          นอกจากจะทรงอุทิศพระองค์เสด็จไปในการศึกสงคราม
          กอบกู้เอกราช และป้องกันพระราชอาณาจักรตลอด
          พระชนมชีพ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวร
          มหาสุรสิงหนาท ยังทรงเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่
          บ้านเมือง ทรงอุปถัมภ์บำรุงการพระศาสนา ศิลป
          วรรณกรรม และสถาปัตยกรรม เป็นต้นว่า โปรดให้สร้าง
          พระราชวังบวร (ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณมหาวิทยาลัย
          ธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โรงละคร
          แห่งชาติ และวิทยาลัยนาฎศิลป์) ทรงสร้างกำแพงพระนคร
          ตั้งแต่ประตูวัดสังเวชวิศยารามจนถึงวัดบวรนิเวศ
          และทรงสร้างป้อมอิสินธร ป้อมพระอาทิตย์ ป้อมพระจันทร์
          ป้อมยุคนธร (ซึ่งรื้อลงแล้ว) คงเหลือแต่ป้อมพระสุเมรุ
          และทรงสร้างประตูยอดของบรมมหาราชวัง คือ ประตู
          สวัสดิโสภา ประตูมณีนพรัตน์ ประตูอุดมสุดารักษ์ และทรงสร้าง
          โรงเรือที่ฟากตะวันตก ทรงสถาปนาวัดมหาธาตุ วัดชนะสงคราม
          (วัดตองปุ) วัดโบสถ์ วัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง)
          วัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) วัดปทุมคงคา (วัดสำเพ็ง)
          วัดครุฑ วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก) วัดสุวรรณดาราราม
          ทรงสร้างหอมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
          วิหารคต วัดเชตุพนฯ
เป็นต้น พระปรีชาสามารถ
          และพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหา
          สุรสิงหนาทได้จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติ
          เป็นที่แซ่ซร้องสดุดีเทิดทูนของพสกนิกร ไทยตลอดมา

 


           สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท มีพระราชโอรสธิดารวม ๔๓ องค์ พระธิดาองค์ใหญ่คือ "สมเด็จพระเจ้า
           บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงพิกุลทอง กรมขุนศรีสุนทร" ซึ่งประสูติแต่ "พระอัครชายาเธอ เจ้าครอกฟ้าศรีอโนชา"
           พระราชขนิษฐาใน "พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑" พระราชโอรส ทรงเป็น
           ต้นราชสกุล อสุนี สังขทัต ปัทมสิงห์ และนีรสิงห


           พระโอรส-ธิดา
           ประสูติก่อนอุปราชาภิเษก (ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน)
           เจ้าฟ้าหญิงพิกุลทอง (พ.ศ. 2320-2353) ประสูติในเจ้าศิริรจจา (พระอัครชายาเธอ เจ้าครอกฟ้าศรีอโนชา)
           พระขนิษฐาในพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงได้รับสถาปนาเป็น กรมขุนศรีสุนทร
           ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าชายลำดวน (พ.ศ. 2322-2347) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาขะ
           พระองค์เจ้าหญิงเกสร (พ.ศ. 2322) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแก้ว สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าชายอินทปัต (พ.ศ. 2323-2346) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตัน
           พระองค์เจ้าชายก้อนแก้ว (พ.ศ. 2324) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาล่า สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าชายช้าง (พ.ศ. 2324) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาปุย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           ประสูติเมื่ออุปราชาภิเษกแล้ว
           พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดาราวดีพระองค์เจ้าหญิงดวงจันทร์ (พ.ศ. 2326) ประสูติแต่เจ้าจอม
           มารดาฉิม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5
           พระองค์เจ้าชายอสุนี (พ.ศ. 2326-2351) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาขำ ทรงได้รับสถาปนาเป็น กรมหมื่นเสนีเทพ
           เมื่อ พ.ศ. 2351 ในรัชกาลที่ 1 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3 ทรงเป็นต้นสกุล อสุนี
           พระองค์เจ้าหญิงโกมล (พ.ศ. 2326) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแก้วศาลาลอย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าหญิงบุนนาค (พ.ศ. 2328) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดามา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าหญิงดาราวดี (พ.ศ. 2328) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย เสกสมรสกับ สมเด็จพระบวรราชเจ้า
           กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5
           พระองค์เจ้าหญิง (พ.ศ. 2328) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสุวรรณา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าหญิงโกสุม (พ.ศ. 2328) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพ่วง สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2
           พระองค์เจ้าหญิงกำพุชฉัตร (พ.ศ. 2329) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานักองค์อี สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าหญิงปัทมราช (พ.ศ. 2330) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานุ้ย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าชาย (พ.ศ. 2330) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาฉิม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าชายมั่ง (พ.ศ. 2331) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเกศ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าชายสิงหราช (พ.ศ. 2331) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาล่า สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าหญิงกลัด (พ.ศ. 2332) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดามีใหญ่ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าหญิงฉิมพลี (พ.ศ. 2332) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดางิ้ว สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2
           พระองค์เจ้าชายสังกะทัต (พ.ศ. 2332) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา กรมหมื่นนรานุชิต ในรัชกาลที่ 3 ทรงได้รับ
           สถาปนาเป็น กรมขุนนรานุชิต ในรัชกาลที่ 4 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นต้นสกุล สังขทัต
           พระองค์เจ้าหญิงแก้ว (พ.ศ. 2332) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแจ่ม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าหญิง (พ.ศ. 2334) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานักองค์เภา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าหญิงศรีสุดาอับสร (พ.ศ. 2334) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเพ็ง สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าหญิงลมุด (พ.ศ. 2334-2417) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดามีน้อย
           พระองค์เจ้าชายบัว (พ.ศ. 2335) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศรี สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3 ทรงเป็นต้นสกุล ปัทมสิงห์
           พระองค์เจ้าหญิงปุก (พ.ศ. 2335) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานักองค์เภา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าหญิงดุษฎี (พ.ศ. 2335) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเสม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าชายสุก (พ.ศ. 2335) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเอม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าชายเพ็ชรหึง (พ.ศ. 2336) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชู สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2
           พระองค์เจ้าหญิงวงศมาลา (พ.ศ. 2336) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานักองค์อี สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าหญิงกนิษฐา (พ.ศ. 2336) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าหญิงกำพร้า (พ.ศ. 2337) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาบับภา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2
           พระองค์เจ้าหญิงกลิ่น (พ.ศ. 2337) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาภู่ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าหญิงรุ่ง (พ.ศ. 2337) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพลับจีน สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2
           พระองค์เจ้าหญิง (พ.ศ. 2337) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาล้อม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2
           พระองค์เจ้าชายนพเก้า (พ.ศ. 2338) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสวน สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4
           พระองค์เจ้าหญิง (พ.ศ. 2338) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตุ๊ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3
           พระองค์เจ้าชาย (พ.ศ. 2339) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าชายสุด (พ.ศ. 2340) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าชายเณร (พ.ศ. 2343) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาไผ่ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นต้นสกุล นีรสิงห์
           พระองค์เจ้าชายหอย (พ.ศ. 2343) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตานี สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1
           พระองค์เจ้าชายแตน (พ.ศ. 2344) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตานี สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1

 

ข้อมูลจาก สารานุกรมวิกิพิเดีย

ภูวดล แดนไทย
dnavathai@gmail.com

 
 

หน้าหลัก