เป็นห่วงด้ามขวานไทย ชาวไทยควรคำนึง สถานการณ์ใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ โดย ภูวดล แดนไทย
 
 

          ไฟใต้ มุมมองทางศาสนา

   

           เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพ

            ผมได้อ่านรายงานการอภิปราย ปัญหาชายแดนภาคใต้
           ในหัวข้อ ไฟใต้: มุมมองทางศาสนา จากหนังสือพิมพ์มติชน
           ให้เกิดความรู้สึกห่วงประเทศชาติขึ้นมาทันที นสพ.มติชน
           ยอดขายมิใช่น้อย ประชาชนได้อ่านแล้วเข้าใจผิดหลงทิศ
           ไปเท่าไหร่แล้ว จำต้องนำความจริงมาบอกกล่าว
           เพื่อคืนปัญญาให้ประชาชน ขอให้ท่านผู้อ่านได้อ่าน
           และพิจารณาไปด้วยเถิดว่านาวาไทยบัดนี้ได้ถูก
           ผู้อาศัยที่ได้ชื่อว่าบัณฑิตผู้เรียนมาก จูงนำทางหลงทิศ
           ไปมากน้อยขนาดไหนแล้ว ?แล้วเขาเหล่านั้นประสงค์อะไร
           กับแผ่นดินที่กำลังระอุแทบจะลุกเป็นไฟ
           อยู่ในปัจจุบันนี้

ภูวดล แดนไทย         

         

          ไฟใต้: มุมมองทางศาสนา
          นสพ.มติชนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10928
          คอลัมน์ หน้าต่างความจริง
          โดย ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์

                    การอภิปรายเรื่อง "3 จังหวัดชายแดนภาคใต้: มุมมองทางศาสนา" ซึ่งจัดโดยโครงการเอเชีย
           ตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ผม (ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์)
          ในฐานะอาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชา "ศาสนากับสังคมการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" รับหน้าที่เป็นผู้
          ดำเนินการอภิปราย โดยมี รองศาสตราจารย์ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ประธานโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          ศึกษา และคณบดีคณะศิลปศาสตร์ กับ ดร.นิรันดร์ พันทรกิจ อดีตเลขาธิการ สำนักจุฬาราชมนตรี และปัจจุบัน
          เลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญสอบสวนและศึกษาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
          สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ร่วมอภิปราย ผมได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง "อาณาจักรศรีวิชัย"ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ใน
          ภาคใต้ของไทย แหลมมลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซีย เป็นระยะเวลากว่า 600 ปี (ศตวรรษที่ 7-14)
          เป็นอาณาจักรทางพุทธศาสนาฝ่าย "มหายาน" ผสมผสานกับ "วัชรยาน" และเป็นผู้สร้าง "โบโรบูร์โดร์"
          มหาสถูปที่ยิ่งใหญ่ ต่อมา "อาณาจักรมัชปาหิต" ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูได้แผ่อิทธิพลมาถึง ทำให้
          อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง ชาวศรีวิชัยได้อพยพไปตั้งเมืองใหม่ที่ "มาลักกา" ในแหลมมลายู ซึ่งต่อมา
          ได้กลายเป็นต้นเค้าของวัฒนธรรมมลายู

                    นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา พ่อค้าอาหรับได้นำศาสนาอิสลามมาเผยแผ่ในอาณาบริเวณนี้
          โดยเกลี้ยกล่อม "พระเจ้าองควิชัย" แห่งมัชปาหิตไม่สำเร็จ แต่เกลี้ยกล่อมพระราชโอรสชื่อ "ระเด่นปาตา"
          ให้เข้ารีตอิสลามได้ ระเด่นปาตากระทำปิตุฆาต สถาปนาตนเองเป็นสุลต่านและเผยแผ่อิสลาม มัชปาหิต
          จึงกลายเป็นดินแดนอิสลามนับแต่นั้น ต่อมาผู้ปกครองบรูไนก็ได้เข้ารีตนับถือและเผยแผ่อิสลาม ซึ่งก็
          เช่นเดียวกับ"พระเจ้าปาร์ไบสุรา" แห่งมาลักกาที่เข้ารีตนับถือและเผยแผ่อิสลาม แหลมมลายูและ
          หมู่เกาะอินโดนีเซียจึงกลายเป็นดินแดนอิสลาม

                    อาจารย์ธเนศ ได้ให้ความเห็นว่า อาณาจักรอยุธยา ธนบุรี รวมทั้งรัตนโกสินทร์ตอนต้นของไทย
          แม้จะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมหัวเมืองน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นไปในลักษณะโบราณ
           ที่รัฐเล็กส่งเครื่องบรรณาการให้แก่รัฐใหญ่ อันเป็นสัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์เท่านั้น โดยรัฐใหญ่
          มิได้ครอบครองรัฐเล็กแต่ประการใด รัฐเล็กยังคงมีอิสระในการปกครองตนเองอยู่ เช่นเดียวกับที่สยามเคย
          "จิ้มก้อง" แก่จีน จนกระทั่งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่มีการ
          รวมศูนย์อำนาจทั้งหมดมาไว้ที่กรุงเทพฯ ภายใต้อาณาเขตแบบใหม่ที่เรียกว่า "ราชอาณาจักรไทย"

                    อาจารย์ธเนศ แสดงความคิดเห็นว่า แต่เดิมนั้น "รัฐปัตตานี" เป็นรัฐอิสระของชาวมลายูที่นับถือ
          อิสลามโดยเพียงแต่ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ของไทย เพื่อแสดง
          ความสวามิภักดิ์เท่านั้น มิได้เป็นส่วนหนึ่งของ "ราชอาณาจักรไทย" แต่ประการใด นับตั้งแต่สมัย
          รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา รัฐไทยได้ใช้กำลังเข้ายึดครอง "รัฐปัตตานี" เป็นส่วนหนึ่งของไทยทำให้เกิด
          ความขัดแย้งกันมาโดยตลอด

                    อาจารย์ธเนศตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการที่รัฐไทยยึดครองรัฐปัตตานี และครอบงำ
          ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งๆ ที่ปัตตานีเป็นดินแดนของมุสลิมเชื้อสายมลายู
          ทำให้มุสลิมมลายูลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อกอบกู้ดินแดนของตน

          อาจารย์นิรันดร์ มีความเห็นที่แตกต่างออกไปว่า สถานการณ์
          ในเวทีโลกปัจจุบัน การก่อการร้ายและการฆ่าประชาชน
          ผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ทำให้อิสลามกำลังถูกมองว่า
          ก้าวร้าวรุนแรง กระทบต่อภาพลักษณ์ของมุสลิม และสถาบัน
          สอนศาสนา (โต๊ะครู อิหม่าม ฯลฯ) ทำให้ศาสนาอิสลามเสื่อม
          "มุสลิม สถาบันสอนศาสนา และศาสนาอิสลาม ตกเป็นจำเลย
          ของสังคม" เกิด "โรคหวาดกลัวอิสลาม" (Islamophobia)
          ขึ้นมา สำหรับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
          ของไทยนั้น อาจารย์นิรันดร์แบ่งปัญหาออกเป็น 2 ส่วนคือ
          ส่วนที่เป็น "ของแสลง" กับส่วนที่เป็น "โรค" ส่วนที่เป็น
          "ของแสลง" ได้แก่ การที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการกดขี่
          ข่มเหงประชาชน ความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
          และการแบ่งแยกในเชิงสังคมและวัฒนธรรม
          ปัจจุบันข้าราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
          ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การแบ่งแยก ความไม่เป็นธรรม และการกดขี่
          ข่มเหงลดลงเป็นอันมาก แต่ความรุนแรงกลับไม่ลดลง แสดงว่า
          ยังไม่ใช่รากเหง้าของปัญหา อย่างไรก็ตาม "ของแสลง"
          เหล่านี้ต้องหยุด เพราะเป็นสิ่งที่ไปกระตุ้นให้โรคร้ายกำเริบ
          สำหรับส่วนที่เป็น "โรค" นั้นได้แก่ "ความคิด ความเชื่อ
          และความเข้าใจ" ซึ่งคนจำนวนไม่มากนักนำมาบิดเบือน
          เพื่อให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวในเรื่อง "ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์
          และคำสอนทางศาสนา" ในเรื่องประวัติศาสตร์ ผู้ก่อความ
          ไม่สงบมักอ้างว่า "สยามซึ่งเป็นรัฐพุทธศาสนา ได้โจมตีและ
          เข้ายึดครองปัตตานีซึ่งเป็นรัฐอิสลาม" และมักอ้างถึงความทุกข์ยาก
          ของมุสลิมปัตตานีภายใต้การยึดครองของรัฐพุทธไทย ซึ่งเรื่องนี้
          อาจารย์นิรันดร์มองว่า เป็นธรรมชาติของรัฐในสมัยโบราณ
          ที่เมืองใหญ่จะตีเมืองเล็กเป็นเมืองขึ้น มิใช่ด้วยเหตุทางศาสนา
          สงครามก็คือสงคราม ธรรมชาติของสงครามคือการเข่นฆ่า เผา
          ทำลาย โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ หรือศาสนา เช่น พม่า
          (ซึ่งนับถือพุทธศาสนาเถรวาท) เผาทำลายวัดไทยในกรุงศรีอยุธยา
          (ซึ่งนับถือพุทธศาสนาเถรวาทเช่นกัน) เพื่อจะเอาทองคำ
          กลับไปพม่า เป็นต้น


ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


                    อาจารย์นิรันดร์บอกให้มุสลิมมองในแง่ดีบ้างว่า การกวาดต้อนมุสลิมจากปัตตานีขึ้นมายังกรุงเทพฯ และเรี่ยราด
          กลางทางในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ทำให้เกิดชุมชนมุสลิม 176 แห่งในกรุงเทพฯ และมุสลิมได้กระจายไปตามที่ต่าง ๆ
          ของประเทศไทย ไม่กระจุกตัวเฉพาะแต่ในชายแดนภาคใต้ อันเป็นผลดีต่อศาสนาอิสลามด้วยซ้ำไป

                    ในเรื่องชาติพันธุ์ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปัตตานีพยายามปลุกระดมให้คนในพื้นที่ "ต่อสู้เพื่อ
          ความเป็นเชื้อสายมลายู"นับว่าสร้างความสับสนแก่ประชาชน
ระหว่างการแบ่งรัฐตามหลักรัฐศาสตร
          และ การแบ่งประชากรตามหลักชาติพันธุ์ซึ่งควรแยกให้ชัดเจนไม่ควรนำมาปะปนกัน

                    อาจารย์นิรันดร์ ยกตัวอย่างว่า "นาย ก เป็นคนไทยเชื้อสายมลายูเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลาม
           อาศัยอยู่ภาคใต้" "นาย ข เป็นคนไทย เชื้อสายญวน เป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ที่บ้านครัว"
           "นาย ค เป็นคนไทย เชื้อสายจีน เป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ที่ภาคเหนือ" และ "นาย ง
           เป็นคนไทย เชื้อสายปาทาน เป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลามอาศัยอยู่ที่สระบุรีหรือลพบุรี" บุคคลทั้งหมด
          ดังกล่าวมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติและภาษาพูด แต่นับถือศาสนาอิสลามและอยู่ในประเทศไทย
           จึงต้องนับเป็นพลเมืองไทยเหมือนกัน

                    ประเทศไทยมีความเป็น "พหุสังคม" (pluralist society) สูง มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์
          ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ความพยายามที่จะแบ่งแยกรัฐตามชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา หรือวัฒนธรรมนั้น
           จึงเป็นสิ่งที่ไร้สาระและเป็นไปไม่ได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงปัจจุบัน ในเรื่องศาสนา ผู้ก่อความไม่สงบ
          มักอ้างคำว่า "สงครามศักดิ์สิทธิ์" (ญีฮาด) ในการก่อเหตุรุนแรงและลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์
          อาจารย์นิรันดร์ได้สอบถามเรื่องนี้กับปราชญ์มุสลิมคนสำคัญที่ชื่อ "ฮูเซ็น" (คนไทยรู้จักในนาม
          "ครูเส็น สุราษฎร์" เพราะเป็นคนไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ไปสอนอิสลามบนหุบเขาในเมืองมักกะฮ์)
          ฮูเซ็น ได้ย้อนถามกลับว่า

           (๑) ดินแดนนั้นมีการห้ามปฏิบัติศาสนกิจ (เช่น ห้ามละหมาด ห้ามถือศีลอด ห้ามเดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ ฯลฯ) ไหม ?
           (๒) ดินแดนนั้นมีการห้ามเผยแผ่ศาสนาอิสลามหรือไม่ ?

           ทั้ง 2 ข้อนี้เป็นเงื่อนไขของการทำ "สงครามศักดิ์สิทธิ์" (ญีฮาด)

                    ตามทรรศนะของอาจารย์นิรันดร์ รัฐไทยนอกจากจะมิได้ปิดกั้นแล้ว ยังส่งเสริมการปฏิบัติ
          ศาสนกิจของชาวมุสลิมด้วยซ้ำไป
กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยจึงไม่อาจจะใช้เป็นข้ออ้าง
          หรือเงื่อนไขของการทำ "สงครามศักดิ์สิทธิ์" ได้ข้ออ้างของฝ่ายก่อความไม่สงบ
          จึงเป็นการบิดเบือนคำสอนของศาสนาอิสลาม

                    ดร.นิรันดร์ พันทรกิจ นับเป็นนักวิชาการมุสลิมที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์มุสลิมด้วยกันเองในเวที
          สาธารณะ ซึ่งหาได้ยากในสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่มีปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัด
          ชายแดนภาคใต้ อาจารย์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า"การไม่รู้จักวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง จะนำความเสื่อมมาสู่หมู่คณะ
          รวมถึงศรัทธาและคำสอนที่หมู่คณะนั้นๆ นับถืออยู่ด้วย"

                    ต่อไปนี้ จะเป็นขอเป็นหน้าที่ของ ภูวดล แดนไทย จะนำข้อเท็จจริงพร้อมหลักฐานมาเสนอ
          ท่านผู้อ่านเพื่อปัญญาของประชาในแผ่นดิน

                    บทวิจารณ์ เพื่อเป็นข้อคิดจากการอภิปรายเรื่อง "3 จังหวัดชายแดนภาคใต้: มุมมองทางศาสนา"

                    ๑. อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาณาจักรอยุธยา ธนบุรี รวมทั้งรัตนโกสินทร์ตอนต้นของไทย
          แม้จะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมหัวเมืองน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นไปในลักษณะโบราณ
          ที่รัฐเล็กส่งเครื่องบรรณาการให้แก่รัฐใหญ่ อันเป็นสัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์เท่านั้น โดยรัฐใหญ่
          มิได้ครอบครองรัฐเล็กแต่ประการใด รัฐเล็ก ยังคงมีอิสระในการปกครองตนเองอยู่ เช่นเดียวกับที่สยาม
          เคย "จิ้มก้อง" แก่จีน จนกระทั่งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่มีการ
          รวมศูนย์อำนาจทั้งหมดมาไว้ที่กรุงเทพฯ ภายใต้อาณาเขตแบบใหม่ที่เรียกว่า "ราชอาณาจักรไทย"
          

                    ตอบอาจารย์ธเนศ ฯ ข้อนี้ขอแบ่งเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นแรก เรื่องการส่งเครื่องราชบรรณาการ
          เป็นแค่สัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์เท่านั้น......... (เช่นเดียวกับที่สยามเคย "จิ้มก้อง" แก่จีน จนกระทั่ง
          ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) ขอทำความเข้าใจคำว่าจิ้มก้อง ของจีน กับ
          เครื่องราชบรรณาการ (ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง) ของไทยไม่เหมือนกัน
คำว่า จิ้มก้อง เป็นของขวัญ
          ที่แสดงพระราชไมตรีกับจีน แต่จีนตีขลุมเอาว่าประเทศเหล่านั้นยอมสวามิภักดิ์ต่อจีน ถึงกับเรียก
          พระเจ้าแผ่นดินชาติที่มาถวายจิ้มก้องอยู่ในลำดับชั้นแค่ อ๋อง เท่านั้นแต่พระเจ้าแผ่นดินของจีน
          เป็นถึง ฮ่องเต้ แต่ในความเข้าใจของชาติต่างๆ ถือว่าเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีกับจีน
          จิ้มก้อง เป็นเรื่องของการค้าขายเท่านั้น
การถวายจิ้มก้องจะต้องนำถวายพร้อมกับพระราชสาสน์
          จากพระเจ้าแผ่นดินจีนจึงจะยอมให้เรือสำเภาของประเทศนั้นเข้าทำการค้าขายกับจีนได้ ดังนั้น ในมุมของ
          ประวัติศาสตร์ที่เคยมีสัมพันธ์ทั้งในแง่ลบ และ แง่บวก ต่อกันระหว่างสยามกับปัตตานี
ต้องศึกษา
          ให้เห็นแจ้งถึงพระราชภารกิจและความจำเป็นจะต้องตัดสินพระทัยในทุกๆกรณีล้วนอยู่บนความอยู่รอดพ้นปลอดภัย
          ของประเทศชาติทั้งสิ้น ด้วยทศพิธราชธรรมทำให้พระเจ้าแผ่นดินของเราได้ทรงเปี่ยมพระเมตตา มองให้ลึกพิจารณา
          ให้ถ่องแท้ จะเห็นพรหมวิหารสี่ของพระมหากษัตริย์บรรพบุรุษของพวกเราที่จัดปัตตานีไว้เป็นประเทศราช
          มิใช่เมืองขึ้นผู้แพ้สงคราม มิได้เข้ากอบโกยผลประโยชน์เหมือนอังกฤษ ที่มิใช่แค่กอบโกยผลประโยชน์
          กลับประเทศตน แต่เข้ากำหนดวิถีชีวิต ที่นั่ง ที่เดิน ให้เจ้าของแผ่นดินปฏิบัติ ประเทศราชสยามมิได้มีกฎและคำสั่ง
          “สถานที่นี้ห้ามชาวมาลายูเข้า” หรือ รถไฟที่มีป้ายประกาศบางโบกี้โดยสาร “For White Only” อย่างอังกฤษ
          นี่แหละไม่มีทั้งจิ้มก้องและเครื่องราชบรรณาการใด ๆ ทั้งสิ้น อาจารย์ฯ จะว่าอย่างไร ?

                    ถ้าศึกษาต่อไปถึงการที่สยามปฏิเสธและยกเลิก จิ้มก้อง แก่จีนในสมัย ร.๕ จะได้พบความฉลาดหลักแหลม
          ที่ครองความเป็นชาติอยู่ได้โดยรอดปลอดภัยของบรรพบุรุษของเรา ซึ่งเทียบกันไม่ได้กับสมัยนี้ที่โง่บรม

                    หมายเหตุ ศึกษาเรื่อง “จิ้มก้อง” ได้จากผนวกท้ายบทวิจารณ์นี้ ซึ่งได้คัดมาจาก สารานุกรมฉบับย่อ
          ในเวบไซต์ หอมรดกไทย
http://www.heritage.thaigov.net/

                    ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ว่า ร.๕ ได้รวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ที่กรุงเทพฯ ขอนำไปตอบรวมกับข้อต่อไป

                    ๒. อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ แสดงความคิดเห็นว่า แต่เดิมนั้น "รัฐปัตตานี" เป็นรัฐอิสระของชาวมลายู
          ที่นับถืออิสลาม โดยเพียงแต่ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ของไทย เพื่อแสดงความิ์
          สวามิภักดเท่านั้น มิได้เป็นส่วนหนึ่งของ "ราชอาณาจักรไทย" แต่ประการใด นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา
          รัฐไทยได้ใช้กำลัง เข้ายึดครอง"รัฐปัตตานี" เป็นส่วนหนึ่งของไทย ทำให้เกิดความขัดแย้งกันมาโดยตลอด

                    ตอบอาจารย์ธเนศ ฯ ข้อนี้คำถามสั้นแต่จำเป็นต้องตอบยาว เพราะเกี่ยวข้องกับเกียรติภูมิของพระมหากษัตริย์
          ที่ได้ปกป้องเราให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ดังเช่น มาลายู ลาว เขมร เราอยู่ในสมัยที่คลั่งประชาธิปไตย
          คิดเอาเองว่าเราเจริญมากจนเหยียดหยามบรรพบุรุษเราเอง เรากำลังวิจารณ์พระเจ้าแผ่นดินผู้มีพระคุณปกป้อง
          แผ่นดินไทยโดยยกเอาการปกครองในสมัยปัจจุบันมาเปรียบเทียบ

                    ขอถามว่าท่านจะทำอย่างไร ? ถ้าประเทศชาติ ถูกตนกูปะแงรัน สุลต่านประเทศราชเมืองไทรบุรีลอบติดต่อ
          กับเจ้าอังวะนำกองทัพพม่า และชักชวนพระเจ้าเวียตนาม มินม่าง นำกองทัพญวนพร้อมกองทัพของตนกูฯเองเข้าตี
          ไทยพร้อมกันแต่ ปรากฏว่าทางญวนไม่เล่นด้วย ทางฝ่ายพม่าก็แผนแตกเพราะเรือที่นำสารของพระเจ้าอังวะ
          มายังตนกูปะแงรันถูกจับและตรวจค้นได้หลักฐานมัดแน่นหนา

                    เจ้าพระยาไทรบุรี เมื่อถูกเรียกตัวไปแก้ข้อกล่าวหาและรู้ตัวว่ามีความผิด ก็หนีไปขออารักขาจากอังกฤษ
          ที่เกาะหมาก (ปีนัง) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินธ์ทรงโปรดให้
          กองทัพพระยานคร (น้อย) ยกกองทัพไปปราบเมืองไทรบุรีไว้ในอำนาจโดยเด็ดขาด
          (สถานการณ์ภาคใต้เมื่อนาวาไทยหลงทิศ บทที่ ๗ หัวข้อ คบพม่าโค่นสยาม)

                    ๓. อ.ธเนศฯ ต้องเข้าใจว่า ขณะนั้น เรือปืนของชาติมหาอำนาจกำลังท่องทะเลแสดงแสนยานุภาพ
          ทางทหาร เข้ายึดครองประเทศที่ด้อยพัฒนารอบบ้านเรา การที่ ร.๕ ได้พัฒนาระบบการปกครองที่ทันสมัย
           โดยให้การตัดสินคดีความแทนที่จะตัดสินคดีทมัสยิดในวันศุกรก็ให้ไปตัดสินกันที่ศาลแทน ประชาชนไปจ่ายภาษี่
          ที่อำเภอแทนจ่ายที่ตำหนักของสุลต่าน พระองค์ได้จัดระบบการเงินการคลังโดยที่พระองค์ได้ทำเป็นตัวอย่างคือ
           แบ่งทรัพย์สินส่วนแผ่นดินและส่วนพระองค์ออกจากกัน

                    ทั้งหมดนี้อาจารย์ธเนศฯ ควรจะยินดีที่พระพุทธเจ้าหลวงได้เข้าพัฒนาให้ก้าวหน้าพ้นระบบโบราณ
          ที่เสมือนดังมาเฟียให้หมดไป

                    อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงก็เป็นแค่ระบบการปกครองแต่อำนาจการบริหารยังคงมีอยู่ที่สุลต่านเหมือนเดิม
          เงินปีเบี้ยเลี้ยงชีพยังคงรับเท่าเดิม แต่ที่น่าเสียใจแทนประชาชนชาวปัตตานีที่ถูกตนกูอับดุล กาเดร์
          โกงเงินภาษีตลอดมา โดยการแจ้งมายังกรุงเทพฯว่ารายได้ส่วยที่เก็บจากประชาชนเก็บได้ต่ำกว่า
          ความเป็นจริงและส่วนที่ได้หักเป็นเงินเลี้ยง ชีพรายปีของสุลต่านก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
          ความไม่พอใจของสุลต่านดังนั้นเงินเลี้ยงชีพรายปีที่ทาง้ กรงุเทพฯจัดใหจึงได้จ่ายตามที่เคยได้คือ
          ตามที่ได้แจ้งเท็จนั่นเอง
มีอยู่ตรงข้อนี้แหละ

          เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงปรารถนาที่จะพัฒนาประเทศ
          เพื่อให้พ้นกรงเล็บชาติมหาอำนาจเรือปืน ตนกูอับดุล
          กาเดร์ได้ขัดขวางทุกวิถีทาง
แถมยังมีหนังสือลงวันที่ ๑๓
          สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๔และ วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๕
          ถึงเซอร์ แฟรงค์ เอ.สวิสเทนแฮม ผู้สำเร็จรากการของอังกฤษ
          กล่าวหาว่าข้อราชการสยามบังคับให้กราบไหว้พระพุทธรูป
          บังคับให้คุกเข่ากราบพระบรมฉายาลักษณ์ในงานพิธีข้าราชการ
          กดขี่ข่มเหงประชาชน ขอให้อังกฤษได้ช่วยเหลือ
          รับปัตตานีเป็นรัฐในการปกครอง ...(จากหนังสือสถานการณ์
          ภาคใต้เมื่อนาวาไทยหลงทิศ บทที่ ๒ หัวข้อ “อยู่อย่างอิสระ
          ไม่ชอบ ชอบเป็นขี้ข้าฝรั่ง”)
เมื่อตนกูอับดุล กาเดร์ถูกปลด
          จากตำแหน่งเจ้าเมืองแล้ว ก็ได้ยุยงให้ประชาชน
          เกลียดชังสยาม หลายต่อหลายครั้งที่ตนกูคนนี้ได้สร้าง
          สถานการณ์จนต้องยกกองทัพมาปราบปราม
ขอเรียนถามอาจารย์
          ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยหรือ ที่ตนกูฯ ใช้อุบายเชิญเจ้าเมืองปัตตานี
          ที่พระเจ้าอยู่หัวส่งมาดูแลทุกข์สุขราษฎรต่างพระเนตร
          พระกรรณและข้าราชการไปเลี้ยงอาหารที่บ้านพักของ ตนกูฯ
          หวังจับกุมคุมตัวหรือฆ่าแล้วลุกฮือ ยึดสถานที่ราชการ
          แยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับทางกรุงเทพฯ ต่อไป

ตนกูอับดุล กาเดร์

 

                    เมื่อเป็นอย่างนี้ขอเรียนถามอาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณว่า ไม่ยึด แล้วปล่อยให้อยู่สร้างปัญหา
          ฆ่าคนของพระเจ้าอยู่หัวแล้วคบอังกฤษยึดสยามหรือ?

                    ๔. อาจารย์ธเนศตั้งคำถามถึงความชอบธรรม ในการที่รัฐไทยยึดครองรัฐปัตตานี และครอบงำทั้งด้าน
          เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งๆ ที่ปัตตานีเป็นดินแดนของมุสลิมเชื้อสายมลายู ทำให้มุสลิมมลายู
          ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อกอบกู้ดินแดนของตน

                    ตอบอาจารย์ฯ ข้อนี้ได้ตอบรวมไปแล้วกับข้อที่ ๒ แต่ขอขยายความในประเด็นที่ว่าปัตตานีเป็นดินแดน
          ของมุสลิมเชื้อสายมาลายู ทำให้มุสลิมลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อกอบกู้ดินแดนของตน ขอให้เข้าใจความเป็นจริงว่า
          มาลายูเป็นประเทศเมื่อพ้นจากเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ โดยสังคมแท้ๆของมาลายูดั้งเดิมเป็นลักษณะต่างชุมชน
          ต่างอยู่ ต่างชุมชนต่างมีสุลต่านของตนเอง จนกระทั่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษจึงได้เรียกเป็นรัฐ เมื่อรวมเป็น
          ประเทศหนึ่งประเทศทำให้เกิดปัญหาเกินดุลย์สุลต่าน อังกฤษจึงได้ใช้วิธีให้เลือกกันเองผลัดกันขึ้นครองเป็นกษัตริย์
          ของประเทศเรียกว่า “ยัง ดิ เปอร์ตวน อากง”อยู่ในตำแหน่งสมัยละ ๕ ปี

                    ขอเรียนอาจารย์ว่า โดยประวัติศาสตร์ก่อนเป็นดินแดนมุสลิมก็เป็นดินแดนของพุทธมาก่อน ตลอดไป
          จนถึงปะหังเกือบใต้สุดของมาลายูก็ยังเคยพบเมืองไทยโบราณจมอยู่ก้นทะเลสาบ เมืองปะหัง (หนังสือ
          สถานการณ์ภาคใต้เมื่อนาวาไทยหลงทิศบทที่ ๑๐ หัวข้อ ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน)

                    เรื่องของการต่อสู้เพื่อกอบกู้ดินแดนนั้นขอบอกให้ทราบว่าแผ่นดินที่มีมุสลิมอาศัยอยู่เกือบทุกแห่งในโลก
          ล้วนมีปัญหาด้วยตัวของตนทั้งสิ้น ทำไมอินโดนีเซียจึงมีปัญหา ? ทำไมปากีสถานจึงมีปัญหา ? และจะขอบอก
          ให้อาจารย์จับตาประเทศต่อไปคือ ประเทศตุรกี ก็จะมีปัญหา ขอให้จดจำ และบันทึกไว้เลยว่า

                    ๑) ประเทศใดที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ จะต้องพบกับปัญหาความ
          ขัดแย้งระหว่างมุสลิมเคร่งคัมภีร์กับมุสลิมสายกลางถึงขั้นทำสงครามกลางเมือง
ดังเช่นในประเทศปากีสถาน
          ที่มีการจลาจลกดดันให้รัฐบาลใช้กฎหมาย ชารีอะฮฺ เป็นกฎหมายปกครองประเทศ ๒) ถ้าประเทศใดที่ชนชาวมุสลิม
          เป็นชนส่วนน้อย ประเทศนั้นจะต้องเผชิญกับปัญหาแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมเพื่อก่อตั้งเป็นประเทศของตนเอง
          และมุ่งเป้าหมายก่อตั้งเป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์ตามอุดมคติ

                    ถ้าเรายังอยู่นานพอคงจะได้เห็นลาว เขมร พม่า มาเลเซียได้พบกับกฎข้อนี้แน่นอน ประเทศไทย
          ก็ได้พบกับกฎหนึ่งใน ๒ ข้อนี้ไปแล้ว ดังนั้นโลกต่อไปนี้ประชาชนต้องรู้เกมส์กลยุทธของผู้ก่อการร้าย
          ประเทศชาติจึงจะอยู่รอด ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหารที่นราธิวาสเมื่อ ๔ มกราคม ๔๗ เป็นเวลา
          สี่ปีผ่านมาถ้าไม่รู้จักนำมาเป็นบทเรียนก็ถือว่า เป็นกรรมของประเทศคอมมิวนิสม์ใช้ปัญญาชนเป็นแกนนำ
          นำประชาชนไพร่กฎุมพีทำการปฏิวัติ แต่ ผู้ก่อการร้ายจใช้คนของรัฐ คนของฝ่ายตรงข้ามปลุกระดม
          ประชาชนให้กบฏรัฐบาลของตนเอง แล้วสร้างเงื่อนไขจนถึงขั้นลุกฮือกบฏศึกเสร็จศึกฝ่ายมุสลิมล้วน ๆ
          ขึ้นบริหารประเทศ หลังจากนั้นจะเปลี่ยนประเทศเป็นรัฐอิสลามสำหรับคนที่เคยปลุกระดมประชาชน
          ให้กบฏรัฐฯ
มุสลิมจะโยน “แห้ว” ให้แทะเป็นรางวัล

                    น่าแปลกใจที่ปัญหาที่เริ่มใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ไม่มีนักวิชาการไทยพุทธคนใด ตั้งประเด็นประณามมุสลิม
          บางคนเป็นแนวร่วมผู้ก่อการร้าย หรือบ่อนทำลายความสงบทั้งๆที่เป็นข่าวและมีพฤติกรรมเห็น ๆ กันอยู่

                    ไม่ว่าจะเห็นว่ามุสลิมใดจะบ่อนทำลายความสงบแค่ไหน นักวิชาการของไทยยังคงยืนหยัด
          เหยียดหยามบรรพบุรุษผู้มีพระคุณของตนเอง ยกย่องฝ่ายผู้ก่อการร้ายอยู่นั้นแหละ

                    สำหรับการอภิปรายของ ดร.นิรันดร์ พันทรกิจ ต่อประเด็นที่ว่า “ในเรื่อง ประวัติศาสตร์ ผู้ก่อความไม่สงบ"
          มักอ้างว่า"สยามซึ่งเป็นรัฐพุทธศาสนา ได้โจมตีและเข้ายึดครองปัตตานีซึ่งเป็นรัฐอิสลาม" และมักอ้างถึง
          ความทุกข์ยากของมุสลิมปัตตานีภายใต้การยึดครองของรัฐพุทธไทย ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์นิรันดร์มองว่า เป็นธรรมชาติ
          ของรัฐในสมัยโบราณที่เมืองใหญ่จะตีเมืองเล็กเป็นเมืองขึ้น มิใช่ด้วยเหตุทางศาสนา สงครามก็คือสงคราม
          ธรรมชาติของสงครามคือการเข่นฆ่า เผา ทำลาย โดยไม่เลือกชาติ ชั้นวรรณะ หรือศาสนา เช่น พม่า (ซึ่งนับถือ
          พุทธศาสนาเถรวาท) เผาทำลายวัดไทยในกรุงศรีอยุธยา (ซึ่งนับถือพุทธศาสนาเถรวาทเช่นกัน) เพื่อจะเอา
          ทองคำกลับไปพม่า เป็นต้น”

                    เรียน ดร.นิรันดร์ พันทรกิจ เรื่องนี้ได้ผ่านมานานจนเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เมื่อส่องกล้องดูพม่าตั้งแต่
          อดีตจนถึงปัจจุบันเห็นได้ว่าพม่าให้การศรัทธา ยกย่องพุทธศาสนามาตลอด เขายึดมั่นพุทธศาสนาหนักแน่น
          กว่าไทยเสียอีก ขอยกเว้นปัจจุบันที่มีปัญหาระหว่างพระสงฆ์พุทธกับรัฐบาลเผด็จการทหารนั่นคือ ปัญหา
          การเมือง
แต่ประชาชนยังศรัทธาเหนียวแน่นเหมือนเดิม

                    เชื่อแน่ว่าการเผาทำลายวัดไทยในกรุงศรีอยุธยามิใช่พม่าพุทธแน่นอน แล้วจะเป็นใคร ? ขอให้ย้อน์
          กลับไปดูในเหตุการณเมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพเข้าตีกรุงหงสาวดี ในปี พ.ศ.๒๑๔๒

                    เมื่อพระองค์ได้ยกกองทัพถึงกรุงหงสาวดีกลับพบว่าทั้งเมือง – วัดวาอาราม - บ้านเรือนประชาชน
          ถูกกองทัพยะไข่เผาเรียบร้อยแล้ว
          (มีข้อมูลอ้างอิงจากเวบมรดกไทย ->สงครามไทย-พม่าครั้งที่ ๑๔ นำมาผนวกท้ายบทแล้ว)

                    และมุสลิมยะไข่หรือมุสลิมอารากันนี่แหละที่ถูกจับที่อินเดีย ๑๕ คน โดยพบเอกสารที่มี
          ความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายทางตอนใต้ของไทย เมื่อวันที่ ๒๐ ส.ค. ๕๐
          (ตรวจข่าวย้อนหลังได้จาก โพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2550)

                    ดังนั้นกองทัพที่มิได้นับถือศาสนาพุทธและถนัดเผาทำลายคือ มุสลิมยะไข่ ! นั่นเอง.....นี่คือคำตอบ

                    ถึงอย่างไรก็ต้องขอบพระคุณที่ ดร. นิรันดร์ พันทรกิจในวิธีคิดของท่าน ทำให้มองเห็นแสงสว่างอยู่บ้าง
          บนแผ่นดินพุทธที่มีน้ำใจต่อทุกๆศาสนา ตรงข้ามกับวิธีคิดต่อแผ่นดินเกิดของอาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
          ทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินนี้ช่างมืดมนไร้อารยธรรมเสียจริงๆ ทั้งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะความผิดพลาดของบรรพบุรุษ
          ของเราเองทั้งสิ้น

จิ๊มก้อง เครื่องบรรณาการ

                    

                    ผนวก ๑. เรื่อง “จิ้มก้อง”

                    จิ้มก้อง ๑๔๑๕(*). จิ้มก้อง การจิ้มก้อง มีว่าแต่โบราณกาลมาจีนถือว่า พระเจ้ากรุงจีนเป็นราชาธิราช อยู่เหนือ
          เจ้าประเทศอื่นๆ จึงมีคำเรียกพระเจ้ากรุงจีนว่า ฮ่องเต้ เรียกเจ้าประเทศอื่นว่า อ๋อง เมื่อประเทศต่าง ๆ ไปค้าขาย
          ถึงเมืองจีน ก็มีพระราชสาสน์และมีเครื่องราชบรรณาการ ไปถวายพระเจ้ากรุงจีน ซึ่งจีนเรียกว่า จิ้มก้อง เมื่อนั้น
          จีนจึงยอมให้เรือของประเทศนั้น ๆ เข้าไปทำการค้าขายกับจีนได้ จีนถือว่า ประเทศที่ไปจิ้มก้อง ยอมเป็นประเทศราช
          ไปแสดงความสวามิภักดิ์ต่อจีน ส่วนประเทศต่าง ๆ นั้น ถือว่าเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีกับจีน

                    จากจดหมายเหตุจีน ได้ความว่าไทยไปจิ้มก้องพระเจ้ากรุงจีน ตั้งแต่สมัยเมื่อพระเจ้ารามคำแหง ฯ
          ครองกรุงสุโขทัยเป็นปฐม และมีสืบมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้เลิก

                    เมื่อปี พ.ศ.๑๘๒๕ ง่วนสีโจ๊ ฮ่องเต้ (กุบไลข่าน) ให้ทูตมาเกลี่ยกล่อม เสียมก๊ก คือ กรุงสุโขทัย
          กับ หลอฮกก๊ก คือ กรุงละโว้
ซึ่งสมัยนั้นยังไม่รวมกันเป็น เสียมหลอฮกก๊ก ให้ไปอ่อนน้อมต่อกรุงจีน พ.ศ.๑๘๓๖
          ง่วนสีโจ๊ ฮ่องเต้ ให้ราชทูตไปทำทางพระราชไมตรีด้วยพระเสียมก๊ก

                    ต่อมาพระเจ้าไถ่โจ๊ ฮ่องเต้ ทรงปรารภว่า ประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ไกล คือ เจียมเสีย (จัมปา) งังน่าง (ญวน)
          ซีเอี้ยง(โปร์ตุเกส) ซอลี้ (สเปน) เอี่ยวอวา (ชวา) เสียมหลอฮกก๊ก (เมืองไทย) ปะหนี (ปัตตานี) กำพัดฉิ (กัมพูชา)
          เคยไปจิ้มก้องทุกปี ฝ่ายจีนสิ้นเปลืองมากนัก จึงห้ามไม่ให้ไปทุกปี (ให้ไปสามปีครั้ง) เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๘
          นายห้างปุนถังมีจดหมายมาถึงกระทรวงต่างประเทศว่า ตกต่งภาคกวางตุ้ง สั่งให้ทวงก้อง พระบาทสมเด็จ
          พระจุลจอมเกล้า ฯ ่ ทรงปรึกษาเจ้านายชั้นผู้ใหญกับเคาซิลออฟสเตต ได้ความเห็นเป็นสองฝ่าย เห็นว่าควรไปจิ้มก้อง
          ฝ่ายหนึ่ง เห็นว่าไม่ควรอีกฝ่ายหนึ่ง ครั้งนั้นยุติให้พระยาโชฎึก ฯ มีจดหมายไปถึงนายบ้านปุนถัง ให้บอกต๋งต๊กว่า
          “ถ้าจะให้ทูตไทยไปเมืองจีนก็ต้องให้ขึ้นบกที่เมืองเทียนจิ๋นเหมือนทูตฝรั่ง
          จึงจะไป” แต่นั้นจีนก็ไม่ทวงก้องต่อมา

          หน้า ๕๑๔๐ จาก สารานุกรมฉบับย่อ เล่มที่ ๘ ลำดับที่ ๑๔๓๔(*)
          ในเวบไซต์หอมรดกไทย http://www.heritage.thaigov.net/

                    ผนวก ๒. เรื่องเผาทำลายวัดไทยในสงครามไทยพม่า

           สงครามไทย-พม่าครั้งที่ 14
           สมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดี ครั้งที่ 2

                      สมเด็จพระนเรศวรพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จยกกองทัพหลวงมีกำลังพล
          10,000 คนออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2142 เดินทัพไปทางด่านเจดีย์สามองค์
          เมื่อเสด็จถึงเมืองเมาะตะมะ ต้องทรงยับยังทัพ เพื่อปราบปรามพวกมอญกบฏอยู่เกือบสามเดือน จึงสงบราบคาบ
           เมื่อพระองค์ทราบว่า กองทัพเมืองยะไข่กับกองทัพเมืองตองอูตั้งล้อมเมืองหงสาวดีอย
ู่ ก็แคลงพระทัย
          ที่เห็นกองทัพทั้งสองเมืองด่วนไปกระทำการเสียก่อนไม่เป็นไปตามที่ ได้กราบทูลเอาไว้ ดังนั้นเมื่อปราบปราม
          พวกมอญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จยกกองทัพหลวงจากเมืองเมาะตะมะเมื่อเดือนสาม ปีกุนนั้น

                    ฝ่ายพระเจ้าตองอูทราบดังนั้น ก็พาพระเจ้าหงสาวดีออกจากพระนคร เมื่อวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนสี่ มุ่งไป
          เมืองตองอู ทิ้งเมือง หงสาวดีไว้ให้พวกยะไข่ พวกยะไข่จึงเก็บทรัพย์สมบัติที่ยังคงเหลืออยู่ที่
          เมืองหงสาวดีัแล้วเผาปราสาทราชวัง วัดวาอารามจนไฟไหม้ลุกลามไปทั่วเมือง แล้วพากันหลบหนี
          จากพระนครไป

          จาก เวบไซต์หอมรดกไทย http://www.heritage.thaigov.net
          หมวด พระมหากษัตริย์ -> ราชการสงคราม -> ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ->สงครามไทย-พม่าครั้งที่ 14


           ภูวดล แดนไทย
           ๒๒ ก.พ.๕๑

 

|  ดาวน์โหลด / ดูเอกสาร PDF | File เสียง (ยังไม่เรียบร้อย) |     

ภูวดล แดนไทย
dnavathai@gmail.com

 
 

หน้าหลัก