เป็นห่วงด้ามขวานไทย ชาวไทยควรคำนึง สถานการณ์ใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ โดย ภูวดล แดนไทย
 
 
 

ศาสนา ความหมายของศาสนา

คำว่า "ศาสนา" ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Religion" และคำว่า
"ศาสนา"
ในภาษาไทย มีรากศัพท์มาจาก ภาษาสันสกฤตว่า "ศาสน"
แต่หากเขียนว่า "สาสนา" จะเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี
ว่า "สาสน" (ประยงค์ สุวรรณบุบผา, 2537: 164)

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
(2527 : 28-36) ทรงให้ความหมายว่า ศาสนา มีความหมายสรุปได้
เป็น 2 นัย คือ
     (1) คำสั่งสอน
     (2) การปกครอง

พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต) (2527: 291) ทรงให้นิยามว่า


"ศาสนา" คือ คำสอน คำสั่งสอน ปัจจุบันใช้หมายถึงลัทธิความเชื่อถือ
อย่างหนึ่ง ๆ พร้อมด้วยหลักคำสอน ลัทธิพิธี องค์การ และกิจการทั่วไป
ของหมู่ชนผู้นับถือลัทธิความเชื่อถืออย่างนั้น ๆ ทั้งหมด

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น
นพวงศ์)
(2531: 91) ทรงอธิบายว่า "ศาสนา
คือ คำสั่งสอน ท่านผู้ใดเป็นต้นเดิม เป็นผู้บัญญัติ
สั่งสอน ก็เรียกว่าศาสนาของท่านผู้นั้น หรือท่าน
ผู้บัญญัติ สั่งสอนนั่นได้นามพิเศษอย่างไร ก็เรียกชื่อนั้น
อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงมีมาก คำสอนก็ต่างกัน..."
สุชีพ ปุญญานุภาพ (2532: 9) อธิบายความหมายคำว่า
“ศาสนา” ไว้ว่า

     1. ศาสนา คือ ที่รวมแห่งความเคารพนับถืออันสูงส่งของมนุษย์
     2. ศาสนา คือ ที่พึ่งทางจิตใจ ซึ่งมนุษย์ส่วนมากย่อมเลือก
         ยึดเหนี่ยวตามความพอใจ และความเหมาะสมแก่เหตุแวดล้อมของตน
     3. ศาสนา คือ คำสั่งสอน อันว่าด้วยศีลธรรม และอุดมคติสูงสุดในชีวิต
         ของบุคคล รวมทั้งแนวความเชื่อถือ และแนวการปฏิบัติต่าง ๆ กัน
         ตามคติของแต่ละศาสนา

 

ราชบัณฑิตยสถาน (2539: 783) ให้ความหมายของ “ศาสนา” ว่า


“ลัทธิความเชื่อของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุด
ของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่าย ปรมัถต์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรม
เกี่ยวกับบุญบาป อันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธี
ที่กระทำตามความเห็น หรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้น ๆ”

จากนิยามดังกล่าวในข้างต้น จะเห็นว่านักคิดท่านต่าง ๆ ต่างให้นิยามของศาสนาไปตามโลกทัศน์ของแต่ละ
บุคคล
ซึ่งเมื่อเราพิจารณาคำนิยามเหล่านี้แล้ว อาจจะเกิดปัญหาว่า นิยามใดดีที่สุด หรือเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้
เนื่องจากนิยามของคำว่า “ศาสนา” ย่อมถูกต้องและเหมาะสมแตกต่างกันออกไปตามหลักความเชื่อของ
ศาสนานั้น ๆ


เมื่อเกิดปัญหาในเรื่องของการนิยามแล้ว จึงนำไปสู่การพิจารณาว่า นิยามที่ดีของศาสนานั้น ควรเป็นอย่างไร
ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ได้มีผู้เสนอว่า “วิธีการนิยามศาสนาที่ดีนั้น ควร พิจารณาหาสิ่งที่มีคุณลักษณะร่วมกัน
ที่มีอยู่ในทุกศาสนา มาใช้เป็นคำนิยามของคำว่า ศาสนา”
และหากพิจารณาบรรดาศาสนาทั้งหลายที่มีอยู่
ในโลกนี้ เราจะพบว่า มีลักษณะร่วมกัน ที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้

ทุกศาสนาจะต้องมีหลักคำสอน หลักคำสอนทางศาสนา
มีหน้าที่สั่งสอนให้มนุษย์ประพฤติดี เพื่อนำมนุษย์
ไปสู่เป้าหมายที่สำคัญของศาสนา อีกทั้งทำให้มนุษย์
ได้พบกับสัจธรรมในชีวิต ซึ่งเมื่อพิจารณาตามนัยยะ
นี้แล้วจะเห็นว่า คำสอนทางศาสนานั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์
จะต้องปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย สูงสุดของศาสนา
ที่แต่ละปัจเจกบุคลนับถืออยู่

หลักคำสอนของทุกศาสนาจะมีลักษณะเป็นเรื่องราวของ
ความเชื่อมากกว่าเหตุผล เนื่องจากหลักคำสอนของแต่ละ
ศาสนามุ่งสร้างความเชื่อ ความศรัทธาในคำสอนของ
ศาสนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์ อีกทั้งกายอมรับศาสนาร
ของมนุษย์เกิดจากความเชื่อทาง ศาสนา ที่ (บางศาสนา)
สามารถยอมรับศาสนานั้น ๆ ได้โดยไม่สนใจความถูกต้อง
ในเชิงเหตุผล
หรือบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

ศาสนาทุกศาสนาเน้นเรื่องของระดับจิตใจมากกว่าเรื่องทางวัตถุ โดยเรื่องที่ให้ความรู้สึกทางอารมณ์ หรือจิตใจนั้น
จะถูกแสดงออกโดยผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อทางศาสนา และการแสดงออกผ่านทางการกระทำ
เป็นต้นว่า ผู้ที่เคร่ง ศาสนามักจะมีความมั่นคงทางจิตใจสูง เพราะเขามีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น
อย่างแน่นแฟ้น ทำให้จิตใจสงบ เป็นตัน

จากลักษณะทั่วไปที่ศาสนาต่าง ๆ มีอยู่ร่วมกัน ทำให้สรุปความหมายของคำว่า “ศาสนา” ได้ว่า “ศาสนา หมายถึง
หลักคำสอนที่เป็นแบบแผนของความเชื่อ ความมั่นคงทางจิตใจ และเป็นแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อนำ
มนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่ดีงามในชีวิต”

กระนั้นก็ตาม การพิจารณาว่าสิ่งใดจัดเป็นศาสนาหรือไม่นั้น โดยปกติจะพิจารณาจากองค์ประกอบของศาสนา
กล่าวคือ ระบบความเชื่อถือ หรือหลักคำสอนใดก็ตามที่มีองค์ ประกอบดังต่อไปนี้ กับนับได้ว่าเป็นศาสนา

1. ศาสดา คือ ผู้ก่อตั้งศาสนา หรือผู้คิดค้น ริเริ่มในการ นำคำสอนไปเผยแผ่ เช่น พระพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้า
เป็นศาสดา

2. มีศาสนธรรม หรือหลักคำสอนอันเป็นผลงานของศาสดาในรูปของ หลักคำสั่งสอนที่มีเหตุผล เช่น พระพุทธ ศาสนามีธรรมะ และพระวินัย เป็นหลักคำสอน

3. มีศาสนบุคคล คือ สาวก หรือศาสนิกชนผู้เชื่อฟัง เชื่อถือ ปฏิบัติตามคำสั่งสอน เช่น พระพุทธศาสนามีภิกษุ
ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

4. มีศาสนพิธี คือ พิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา ซึ่งในแต่ละ ศาสนาก็จะมีพิธีกรรมของตนเอง เช่น พระพุทธศาสนา
มีพิธีบรรพชา อุปสมบท, ศาสนาคริสต์มีพิธีมิซซา เป็นต้น

5. มีศาสนสถาน คือ สถานที่เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม หรือเป็นที่อาศัยของผู้เผยแผ่ศาสนานั้น ๆ เช่น พระพุทธ
ศาสนามีวัด อาราม โบสถ์ วิหาร, ศาสนาอิสลามมีมัสยิด
ศาสนาสิขมีคุรุด วารา เป็นต้น

มูลเหตุที่ทำให้เกิดศาสนา

มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ได้ประสบกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งความน่ากลัว แปลกประหลาด และมหัศจรรย์สำหรับ ตัวมนุษย์ เช่น ความมืด ความสว่าง พายุพัด ฟ้า แลบ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ไฟป่า เป็นต้น และด้วยความที่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านั้น มนุษย์จึงเกรงกลัว ปรากฏการธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น .

 

ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งที่จะมาคุ้มครองป้องกันตนจาก
ภัยอันตรายที่คิดว่าจะได้รับจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ
รวมทั้งแสวงหาสิ่งซึ่งเชื่อว่าสามารถคุ้มครองให้อยู่อย่าง
เป็นสุข ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดวัฒนธรรม ตลอดจนประเพณี
ยอมรับนับถือพลังลึกลับทางธรรมชาติว่าเป็นสิ่งที่มี
อิทธิพลเหนือมนุษย์ และได้สร้างขนบธรรมเนียมที่คิดว่า
เป็นสิ่งจำเป็น และควร ประพฤติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยอมรับ
นับถือ จากความเชื่อของกลุ่มคน และขนบธรรมเนียม
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
จึงค่อย ๆ วิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นลัทธิ
และศาสนาต่าง ๆ นั่น เอง มีผู้เสนอว่า ศรัทธา หรือ ความเชื่อนับเป็นจุดเริ่มต้นทางศาสนาทั้งปวง ซึ่งศรัทธา ในทางศาสนานั้นมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่

ศรัทธาอันเป็นญาณสัมปยุต คือ ความเชื่อที่ประกอบด้วย ปัญญา รู้เหตุ รู้ผล และ
ศรัทธาอันเป็นญาณวิปปยุต คือ ความเชื่ออันเกิดจากความไม่รู้เหตุรู้ผล

หากจะแยกให้เห็นมูลเหตุของศาสนาตามวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึง ปัจจุบัน
สามารถแยกได้ดังนี้ (เสฐียร พันธรังสี, 2513:18)

 

1. เกิดจากอวิชชา อวิชชา คือ ความไม่รู้ ในที่นี้ได้แก่
ความไม่รู้เหตุรู้ผล เริ่มแต่ความไม่รู้เหตุผลทางภูมิศาสตร์
ทางดาราศาสตร์ ไม่รู้ชีววิทยา และไม่รู้จักธรรมชาติอื่น ๆ
ที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อมีความไม่รู้เหตุผล ก็เกิดความกลัว
ในพลังทางธรรมชาติ ต้องการความช่วยเหลือจาก
ธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือตน จึงมีการสร้างขนบ
ธรรมเนียมประเพณี เพื่อบูชาเอาใจสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น
เพื่อที่จะสามารถช่วยให้มนุษย์มีความอยู่รอดไม่มีภัยต่อ ๆ ไป

2. เกิดจากความกลัว มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้าที่
คือ การต่อสู้กับธรรมชาติ และสู้สัตว์ร้ายนานาชนิด
และโดยเฉพาะกับมนุษย์ด้วยกันเอง ยามใดที่เราสามารถ
เอาชนะ ธรรมชาติหรือคนได้ ความเกรงกลัวธรรมชาติ
สัตว์ร้าย หรือมนุษย์ย่อมไม่มี แต่ถ้าไม่สามารถต่อสู้ได้
มนุษย์จะเกิดความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้น และในยามนั้นเอง
ที่มนุษย์ต้องพากันกราบ ไหว้บูชา และแสดงความ
จงรักภักดี ทำพิธีสังเวยเซ่นไหว้ต่อธรรมชาติดังกล่าว
ด้วยความหวังหรืออ้อนวอนขอให้สำเร็จตามความ
ปรารถนาอันเป็นผลตอบแทนขึ้นมาเป็นความสุข ความ
ปลอดภัยและอยู่ได้ในโลก

3. เกิดจากความจงรักภักดี ความจงรักภักดีเป็นศรัทธา
ครั้งแรกที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมเชื่อว่า เป็นกำลัง
ก่อให้เกิด ความสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศาสนาที่นับถือ
พระเจ้า (ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม) มุ่งเอา
ความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหลักใหญ่ในศาสนา ในกลุ่มชาว
อารยันมีสาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) มีคำสอนถึงภักติมรรค
คือ ทางแห่งความภักดี อันจะ ยังบุคคลให้ถึงโมกษะ
คือหลุดพ้นได้ แม้ในทางพระพุทธศาสนา ก็ยอมรับว่า
ศรัทธา หรือความเชื่อ ความเลื่อมใสเท่านั้นที่จะพาข้าม
โอฆสงสารได้ เมื่อเป็นดังนี้แสดงว่ามนุษย์ ยอมตนให้
อยู่ใต้อำนาจของธรรมชาติเหนือตน อันเป็นสิ่งที่
มนุษย์สร้างขึ้นเองซึ่งเรียกว่าเทพเจ้า หรือพระเจ้า
อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดตามมาคือมนุษย์ยอมให้
เครื่องเซ่นสังเวยแก่ธรรมชาตินั้น ๆ ด้วย ลักษณะนี้
จึงเท่ากับว่า มนุษย์ เสียความเป็นใหญ่ในตน
ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่ตนคิดว่ามีอำนาจเหนือตน

4. เกิดจากปัญญา ศรัทธาอันเกิดจากปัญญาคือ
มูลเหตุให้เกิดศาสนาอีกทางหนึ่ง แต่ศาสนาประเภทนี้
มักเป็น ฝ่ายอเทวนิยม คือไม่สอนเรื่องเทพเจ้า
สร้างโลก ไม่ถือเทพเจ้าเป็นศูนย์ กลางแห่ง
ศาสนา
หากแต่ถือความรู้ประจักษ์จริงเป็นสำคัญ
เช่น พระพุทธศาสนา ความเน้นหนักของพระพุทธ
ศาสนา คือ ญาณ หรือปัญญาชั้นสูงสุดที่ทำให้รู้แจ้ง
ประจักษ์ความจริง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

5. เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสำคัญ ศาสนาหรือ
ลัทธิที่เกิดจากความสำคัญของบุคคลเป็นปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน ที่มีเรื่องราว หรือความสำคัญ
ของบุคคลที่อยู่ ณ ที่นั้น ความสำคัญของบุคคลที่เป็น
เหตุเริ่มต้นของศาสนา หรือลัทธิ โดยมากมักมีเหตุ
เริ่มต้นโดยความบริสุทธิ์จากจิตใจของมนุษย์ ไม่มี
ใครบังคับ ไม่มีใครวางหลัก อีกทั้งเมื่อใครนับถือ
ความสำคัญของบุคคลผู้ใดก็จะพากันกราบไหว้
และเคารพบูชา

6. เกิดจากลัทธิการเมือง ลัทธิการเมืองอันเป็น
มูลเหตุของศาสนาเป็นเรื่องสมัยใหม่ อันสืบเนื่อง
จากการที่ลัทธิการเมืองเฟื่องฟูขึ้นมา และลัทธิ
การเมืองนั้นได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อคนบางกลุ่ม
เป็นต้นว่า กลุ่มคนยากจน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ได้
ละทิ้งศาสนาเดิมที่ตนเองนับถืออยู่ แล้วหันมา
นับถือลัทธิการเมืองดังกล่าวเป็นศาสนาประจำสังคม
หรือชาตินิยมลัทธิการเมือง เป็นต้นว่า ลัทธินาซี
ลัทธิฟาสซิสม์ และลัทธิคอมมิวนิสต์

ประเภทของศาสนา
การจัดประเภทศาสนานั้น มีวิธีการจัดแบ่งที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง เป็นต้นว่า แบ่งประเภท
ของศาสนาตามระบบความเชื่อ

1. ศาสนาแบบโลกิยะ (Secular Religion) คือการรวมเอาความเชื่อ
หรือหลักการที่เกี่ยวกับความเชื่อในโลกนี้ อย่างเดียวเท่านั้น โดยปฏิเสธ
ความมีอยู่ของชีวิตในโลกหน้า ศาสนา ประเภทนี้รวมเอาหลักการของ
คอมมิวนิสต์ ลัทธิฟาสซิสม์ ลัทธิวัตินิยม สังคมนิยม รวมทั้งความ
ประพฤติและระเบียบ กฎหมาย ประเพณีที่ยึดปฏิบัติกันอยู่ในสังคม
2. ศาสนาแบบศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Religion) คือศาสนา
ตามประเพณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความลึกลับ
ในชีวิต ทั้งในโลกหน้า ศาสนาแบบนี้รวมคำสอนของศาสนา
ใหญ่ ๆ ซึ่ง เสริมให้บุคคลปฏิบัติตามกรอบที่ดีของศีลธรรม
ทั้งบูชาและยกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่ในศาสนาคริสต์
ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู
เป็นต้น

แบ่งตามชื่อศาสนา
1. ชื่อตามผู้ตั้งศาสนา ได้แก่ ศาสนาขงจื๊อ ตั้งชื่อตามท่านขงจื๊อ
หรือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ตั้งชื่อตามท่านศาสดา โซโรอัสเตอร์

2. ชื่อตามนามเกียรติยศของผู้ตั้งศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ
คำว่าพุทธะ แปลว่า ท่านผู้รู้ ทั้ง ๆ ที่นามแท้จริงของพระพุทธเจ้า
คือ สิทธัตถะ โคตมะ หรือศาสนาเชน คำว่า เชน มาจาก คำว่า
ชินะ แปลว่าผู้ชนะ ทั้งที่ชื่อจริงของผู้ตั้งศาสนาคือ วรรธมานะ
เป็นต้น

3. ชื่อตามหลักคำสอนในศาสนา ได้แก่ ศาสนาเต๋า คำว่า
"เต๋า" แปลว่า ทาง (The Way) หรือทิพยมรรคา (The Divine
Way) ศาสนาชินโต คำว่า "ชินโต" แปลว่า ทางแห่งเทพทั้งหลาย
(The Way of the Gods) เป็นต้น

 


แบ่งประเภทตามการที่มีผู้นับถืออยู่หรือไม่

1. ศาสนาที่ตายไปแล้ว (Dead Religions) หมายถึง ศาสนา
ที่เคยมีผู้รับถือในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีใครนับถือ หรือดำรงไว้
คงไว้เพียงชื่อที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น ศาสนาของอียิปต์
โบราณ ศาสนาของเผ่าบาบิโลเนียน ศาสนาของกรีกโบราณา
เป็นต้น

2. ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Religion) หมายถึง
ศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออยู่จนถึงปัจจุบันนี้

     ก. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออก คือ
          จีน และญี่ปุ่น ได้แก่ ศาสนาขงจื๊อ ศาสนาเต๋า
          และศาสนาชินโต

     ข. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียใต้ เช่น อินเดีย
          ปากีสถาน ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์
          หรือฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาซิก

     ค. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันตก คือ
          ดินแดนปาเลสไตน์ เปอร์เชีย และอารเบีย ได้แก่
          ศาสนายูดาย หรือยิว ศาสนาสโซโรอัสเตอร์
          ศาสนาคริส์ และศาสนาอิสลาม

แบ่งประเภทตามความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า

1. ศาสนาที่นับถือพระเจ้า หรือ "เทวนิยม" (Theism) คือ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างโลก และสรรพสิ่ง ต่าง ๆ ซึ่งศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์แยกเป็น
ก. เอกเทวนิยม (Monotheism) จะนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ได้แก่ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาสิข และศาสนาเต๋า
ข. พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายองค์ บางครั้งยังผสมผสานกับการบูชาธรรมชาติ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาชินโต และศาสนาขงจื๊อ

2. ศาสนาที่ไม่มีการนับถือพระเจ้า เรียกว่า "อเทวนิยม" v(Atheism) ได้แก่ ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน

ความสำคัญของศาสนา

ศาสนามีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์ คือ

1. ศาสนาทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข       เพราะทุกศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนดี
      และเมื่อศาสนิกชนเป็นคนดีแล้วสังคมก็ย่อมจะปราศจากความเดือดร้อน

2. ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งธรรมจรรยา
      และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม และหากบุคคลในสังคมประพฤติปฏิบัติ
      ตามหลักทางศีลธรรมที่ศาสนานั้น ๆ วางไว้ย่อมทำให้สังคมมีความสุข

3. ศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
      เพราะศาสนิกชนสามารถดำเนินวิถีชีวิตตามแบบอย่างของพระศาสดา
      หรือปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา

4. ศาสนาจะช่วยให้มนุษย์ทราบว่าสิ่งใดดีชั่ว ถูกผิด ตามมาตรฐานของศาสนานั้น ๆ
      และทราบถึงผลแห่งการ กระทำนั้น ๆ เช่น คำสอนเรื่องหลักกรมในพระพุทธศาสนา
      ว่าทำดีได้ดี หรือทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น

5. ศาสนาเป็นแหล่งรวมศิลปวิทยาการ และถ่ายทอดวิทยาการ
       เนื่องจากจะเป็นแหล่งความรู้ของศาสตร์ แขนงต่าง ๆ และถ่ายทอด
      ศาสตร์เหล่านั้นไปสู่มนุษย์ในสังคม ความรู้ทางการ แพทย์ ศิลปกรรม
      สถาปัตยกรรม การช่าง การดนตรี และหัตถกรรม เป็นต้น

6. ศาสนาเป็นเครื่องส่งเสริมความมั่นคงในการปกครองประเทศ
      เช่น พระมหากษัตริย์ไทยทรงยึดมั่นและดำเนิน นโยบายในการปกครองประเทศ
      ด้วยหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ

7. ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจเมื่อปุถุชนเกิดความทุกข์ร้อนใจ
      กล่าวคือ เมื่อคนเราเกิดความทุกข์กายและใจ
      ก็ย่อมจะหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น และรูปแบบหนึ่ง
      ของการแก้ไขปัญหา คือการนำหลักธรรมทางศาสนา
      ที่คนเคารพนับถือมาเป็นที่พึ่งทางใจ และนำหลักธรรมมาใช้
      เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

หน้าที่พลเมืองต่อศาสนา

1. ศึกษาหลักธรรม และปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา
ตลอดจนนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้คนในสังคม

2. ศึกษาความสำคัญของศาสนาที่มีต่อสังคมไทย
และประชาชนชาวไทย
โดยให้เห็นคุณค่า ของศาสนา
ที่ตนนับถือ ตลอดจนคุณค่าของศาสนาที่คนอื่น ๆ
นับถือ เพื่อนำหลักจริยธรรม ในศาสนา มาประยุกต์ใช้
ในการพัฒนาประเทศ และทำให้สังคมมีความสงบสุข

3. ศึกษาและเข้าร่วมประกอบศาสนพิธีตามโอกาส
ซึ่งการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้น ไม่ควรขัดต่อ
ความสงบเรียบร้อยของกฎหมายบ้านเมือง ตลอดจน
ไม่ขัดกับจารีตประเพณี อันดีงาม ของสังคมไทยที่
สืบทอดกันมา

4. เผยแผ่ศาสนาที่ตนนับถืออยู่ไปยังศาสนิกชน
ผู้นับถือศาสนาเดียวกัน
และศาสนิกชนต่างศาสนา
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนา และ
เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ทาง ด้านศาสนาระหว่างกัน

5. ปกป้องและรักษาศาสนาที่ตนเองนับถือ
ตลอดจนสถาบันและองค์กรทางศาสนาต่าง ๆ มิให้ผู้ใด
สร้างความ เสื่อมเสียให้ได้ และหากมีผู้ใดเกิดความ
เข้าใจผิดในศาสนาที่เรานับถือ ก็ควรให้ความกระจ่าง
และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

6. ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น ๆ กล่าวคือ ไม่ดูหมิ่น
หลักคำสอน ศาสดา คัมภีร์ ศาสนิกชน และ พิธีกรรม
ทางศาสนา ตลอดจนไม่ทำลายรูปเคารพ หรือโบราณ
สถานและโบราณวัตถุ ของศาสนาอื่น ๆ

7. ส่งเสริมให้มีกิจกรรมระหว่างศาสนา และ
ศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจอันดี ระหว่างกัน และเพื่อประสาน
ความช่วยเหลือกันในอนาคต

8. ช่วยพัฒนาศาสนสถาน เนื่องจากศาสนสถาน
เป็นที่ประกอบพิธีกรรม และเป็นที่พำนักของ
นักบวช ตลอดจนเป็น ศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม
ของศาสนาต่าง ๆ ดังนั้น ศาสนิกชนที่ ดีควรช่วยกัน
พัฒนา ศาสนสถานของตนให้ สะอาดเรียบร้อย
และทำนุบำรุงส่วนที่เสียหายให้มีความมั่นคง
แข็งแรงต่อไป

 

ภูวดล แดนไทย
dnavathai@gmail.com

 
 

หน้าหลัก