เป็นห่วงด้ามขวานไทย ชาวไทยควรคำนึง สถานการณ์ใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ โดย ภูวดล แดนไทย
 
 
       
 

กฎหมายชารีอะฮฺ

           ปัญหาภาคใต้ยังมิได้จบสิ้นดังที่ ภูวดล แดนไทย ได้ให้คำสรุปไว้ว่า “สถานการณ์ภาคใต้
เป็นสถานการณ์หลอก สถานการณ์จริงคือ ขยายอิสลาม เบียดพุทธ เปลี่ยนไทยเป็นรัฐอิสลาม”

เราจะได้เห็นความแพรวพราวยอกย้อนซ่อนเงื่อน หมกเม็ดให้ศึกษา และได้เห็นความอ่อนด้อยปัญญา
ของผู้บริหารรัฐกิจได้จากบทความ “กฎหมายชารีอะฮฺ” กฎหมายที่จะสร้างความวิบัติให้กับแผ่นดินไทย
จนกลายเป็นดินแดนกลียุค และสงครามภายในเช่นเดียวกับประเทศมุสลิมเช่น อิรัก อัฟกานิสถาน
และปากีสถานในอนาคต

           เพื่อมิให้ตกอยู่ใน “อวิชา” มิให้เป็นคน “อกตัญญูต่อแผ่นดิน” พวกเราต้องรู้ว่า..การใช้
กฎหมายชารีอะฮฺ มีผลให้ ย้อนไทยกลับไปสู่อดีตสมัย “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ได้อย่างไร?

          ภูวดล แดนไทยเขียนจากเรื่องจริงมีหลักฐาน ไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่แต่อย่างใด ทั้งหมด
มีอยู่ในเนื้อหาสาระต่อไปนี้

          สบประมาท – ท้าทาย เยี่ยงผู้เจนเชิง

          ก.ม.อิสลาม-ศาลชารีอะห์...บทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาลไทยในวังวนไฟใต้

วันพุธที่ 4 มีนาคม 2009                    
ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย                    

          ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะประกาศใช้กฎหมายอิสลามและจัดตั้งศาลชารีอะห์ เพื่อตัดสินข้อพิพาท
เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก ตามหลักการของศาสนาอิสลาม อันเป็นสิ่งที่ “พี่น้องมุสลิม” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรียกร้องกันมานานนับสิบป




          ประเด็นนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพิสูจน์ "ความจริงใจ”
ของรัฐบาลไทยให้ปรากฏต่อพี่น้องมุสลิมในดินแดนด้ามขวาน...

          ข้อเรียกร้องเรื่อง “กฎหมายอิสลาม” และการตั้ง
“ศาลชารีอะห์” เป็นประเด็นที่นักวิชาการ นักการศาสนา ผู้รู้
และตัวแทนของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอต่อ
รัฐบาลมาเป็นเวลานานแล้ว โดยที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัย
ต่างก็รับฟังและใช้เวลาในการศึกษาข้อดี ข้อเสียมาตลอด
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว

          เหตุผลหนึ่งของการที่หน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะ
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองทัพ ไม่เห็นด้วย
ในการที่จะให้มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามอย่างเต็มรูปแบบ
ตามความต้องการของ “พี่น้องมุสลิม” ก็เนื่องจากยังยึดติดกับ
มุมมองด้าน "ความมั่นคง” แบบเดิมๆ ตามแนวคิดแบบเก่า ๆ
ที่ว่าถ้ามีการอนุญาตให้ใช้กฎหมายอิสลามเต็มรูปแบบ หรือ
มีศาลชารีอะห์เหมือนกับในหลายประเทศแล้ว จะทำให้เกิด
ปัญหาด้านความมั่นคงขึ้น

           ประกอบกับหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ในประเทศไทย
ยังไม่มี ความเข้าใจเรื่อง กฎหมายอิสลาม และ ศาลชารีอะห์
อย่างถูกต้องดีพอ รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึง
กฎหมายอิสลามหรือศาลชารีอะห์ ก็มักเข้าใจว่าเป็นการ
นำกฎหมายทั้งหมดมาบังคับใช้กับผู้ที่นับถือศาสนา
อิสลาม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะกฎหมายอิสลาม
ที่ “พี่น้องมุสลิม” ต้องการให้ใช้ในประเทศไทย โดยให้
นำร่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นการบังคับใช้
กฎหมายอิสลามเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีความเกี่ยวกับ
ครอบครัวและมรดก เช่น การหย่าร้าง หรือการแบ่งมรดก
และเงินซากาต (เงินบริจาค) เท่านั้น ส่วนข้อพิพาทในมิติ
อื่น ๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายอิสลาม
มาบังคับแต่อย่างใด

           ที่ผ่านมา สภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
แก่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้พิจารณาศึกษาข้อดี ข้อเสียของการ
ใช้กฎหมายอิสลาม รวมทั้งการตั้งศาลชารีอะห์ในประเทศไทย เพื่อใช้ “นำร่อง” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยคณะกรรมการสภาเสริมสร้างสันติสุขได้เดินทางไปศึกษาดูงานการใช้กฎหมายอิสลามและการตัดสินคดี
ีของศาลชารีอะห์ถึงในประเทศศรีลังกา และอียิปต์

           เหตุผลที่คณะกรรมการที่ปรึกษาสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เลือกเอาประเทศศรีลังกา
เป็นสถานที่ศึกษาดูงานเรื่องกฎหมายอิสลามและศาลชารีอะห์ ก็เนื่องจากประเทศศรีลังกาเป็นประเทศที่มีคนมุสลิม
ในสัดส่วนเพียง 7% แต่รัฐบาลศรีลังกาก็ยังเห็นความสำคัญในการให้สิทธิ์แก่คนกลุ่มน้อยในประเทศได้มีสิทธิ์
ในการใช้กฎหมายที่เป็นหลักคำสอนของศาสนาในการพิจารณาคดีในขณะที่อิยิปต์เป็นประเทศมุสลิม "สายกลาง”
ที่มีความ “ทันสมัย” ละชาติมุสลิมทั่วโลกให้การยอมรับมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บรรจุหลักสูตรการเรียนการสอน
ทั้งในที่ใหญ่ที่สุดวิชาการศาสนาและวิชาอื่นๆ แห่งหนึ่งของโลก

           และหากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะหยิบมาสานต่อ ก็น่าจะเป็นการ “แสดงความจริงใจ”ในระดับนโยบาย
ซึ่งน่าจะคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงได้มากทีเดียว

           เพราะหากรัฐบาล “ใจกว้าง” ให้ใช้กฎหมายอิสลามในการระงับข้อพิพาทของพี่น้องมุสลิมจริงๆ แล้วล่ะก็
ในอนาคตอาจมีตัวแทนของประเทศต่างๆ เดินทางมาศึกษาดูงานในประเทศของเราบ้าง ซึ่งนั่นย่อมหมายถึง
ความสำเร็จของการ “แก้ปัญหาไฟใต้” ให้ปรากฏชัดต่อโลกมุสลิม และเป็นการแสดงให้องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
ได้เห็นว่า ประเทศไทยและรัฐบาลไทยให้เสรีภาพแก่ทุกศาสนาอย่างแท้จริง

           น่ารัก – น่าเอ็นดู - ว่านอน สอนง่าย
           “ศอ.บต.” เตรียมจัดเสวนาการใช้กฎหมายอิสลามในไทย 19 มี.ค.นี้

          โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มีนาคม 2552

           ปัตตานี – ศอ.บต.แถลงการเตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการการใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทย โดยมีผู้ชี้ขาด
ทางศาสนาอิสลามจากประเทศอียิปต์ร่วมปาฐกถาพิเศษด้วย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.นี้ ที่หอประชุมสำนักงานอธิการบดี
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาการปัตตานี

           วันนี้ (17 มี.ค.) ที่ห้องน้ำพราวโรม ซี เอส ปัตตานี นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ รองผู้อำนวยการ ศอ.บต.
นายอาซิสเบ็ญหาวัน ประธานสภาสันติสุขชายแดนใต้ และ นายอับดุลเลาะ ดาโอ๊ะ ดาโต๊ะยุติธรรมจังหวัดยะลา
ร่วมกันแถลงข่าวการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทย ที่จะมีขึ้นภายในวันที่ 19
มีนาคม นี้ ภายในหอประชุมสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาการปัตตานี ซึ่งการจัด
การสัมมนาในครั้งนี้ ทาง ศอ.บต.ได้รับเกียรติจาก ดร.อาลี โกมาร์ ผู้ชี้ขาดทางศาสนาอิสลามประจำประเทศ
อียิปต์(มุฟตี) เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยและพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่องการใช้กฎหมายอิสลามในประเทศอียิปต์

          ฉงน !

           อ่านข่าวนี้แล้วทำให้นึกถึง เฒ่ากาลีจอมเจ้าเล่ห์กำลังใช้ลูกล่อลูกชนหลอกล่อลูกผู้ดีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หลงใหล
และทรนงในศักดิ์ศรีมิยอมให้ใครหยามให้หลวมตัวตกหลุม ปลดกลอนประตูเพื่อจะได้เข้าไปหยิบทรัพย์สินล้ำค่าในบ้าน
เวลาพ่อแม่เผลอ

           เป็นเรื่องแปลกที่ทั้งแผ่นดินไม่มีใครออกมาค้าน แม้กระทั่งมีหน้าที่อันทรงเกียรติในสภาฯ จะเป็นเพราะอะไร ?
หรือว่า !
          ๑. ไม่รู้
          ๒. ไม่สนใจ
          ๓. สมานฉันท์ตามที่นายอานันท์ ปันยารชุน และนักวิชาการแนวร่วมมุมกลับสั่งสอนไว้
          ๔. เรื่องของฝ่ายรัฐบาล ถ้ารัฐบาลบริหารประเทศผิดพลาดจะได้ออกมาด่าให้สะใจ

          เป็นได้ทุกๆข้อ แต่แปลกที่ข้อที่ ๔ ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีฝ่ายใดออกมาแสดงภูมิรู้คัดค้านเพื่อปกป้อง
ให้ประเทศชาติให้เดินไปในทางที่ถูกต้องสมดุล ในสภาวะดอกไม้หลากสี หรือออกมาแสดงให้เห็นว่าได้สนใจติดตาม
ศึกษาปัญหาบ้านเมืองมาตลอด เมื่อก่อนอาจจะไม่รู้แต่ตอนนี้ควรจะรู้มากขึ้น ภูวดล แดนไทยจำต้องติดตามดู
ูผู้ทรงเกียรติทำหน้าที่พิทักษ์แผ่นดิน คัดท้ายนาวาไทยตามหน้าที่ พลเมืองไทย ข้าฯในพระพุทธเจ้าหลวงต่อไป

          ในขณะที่ใครต่อใครผู้ทรงเกียรติในแผ่นดิน ได้เห็นดีเห็นงามไปกับกฎหมายชารีอะฮฺ ภูวดล แดนไทยขอทำหน้าที่
เป็นฝ่ายค้านผ่านท่านผู้อ่านเจ้าของประเทศก็แล้วกัน

          รู้อยู่ว่าจะต้องมีคำอ้างว่ารัฐบาลมีผู้เชี่ยวชาญทุกๆด้านศึกษา มาอย่างดี และคอยดูแลอยู่แล้ว ประชาชน
คนเดินดินอย่างภูวดล แดนไทยอย่าได้สะเออะแสดงความเห็น

          ถ้าอย่างนั้นผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวนั้นต้องเป็นเซียนเหยียบเมฆ หยั่งรู้ดินฟ้า ไม่ผู้ใดเทียมทาน ดังนั้นต่อไปนี้
ภูวดล แดนไทยจะดั้นเมฆขึ้นไปสอยเซียนลงมาเดินดินซะเดี๋ยวนี้

           ใช้งบฯรัฐบาลล้างสมองรัฐบาล

           ผู้เขียนทราบว่าได้มีการศึกษาและได้เดินทางไปดูงานด้านกฎหมายชารีอะฮฺ ๒ ประเทศ คือ ในประเทศศรีลังกา
และประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒ อีกทั้งยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ชารีอะฮฺ
มาบรรยายตามข่าวข้างต้น

          

แต่การไปดูงาน และเชิญผู้รู้มาบรรยาย ไม่มีที่ไหนที่จะนำข้อบกพร่อง
หรือปัญหาของกฎหมายชารีอะฮฺมาเสนอแขกที่เยือนเพื่อศึกษาแน่นอน
ไม่มีที่ไหนที่จะคัดเลือกเอาคนต่างศาสนามาบรรยายให้ความรู้ ก็ต้อง
คนอิสลามนั่นแหละ ต้องล้วนแต่มีเรื่องดีๆฟังแล้วชวนให้กระเหี้ยนกระหือรือ
อยากจะใช้กฎหมายชารีอะฮฺจนตัวสั่นทั้งนั้น ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ล้างสมอง
วิทยากรไปด้วยเลย เพียงแต่เป็นเชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่เป็นไทยพุทธ
ไปล้างสมองนอกประเทศ โดยใช้งบฯของรัฐบาลเท่านั้นเอง

          อีกทั้งเราต้องแยกให้ออกระหว่างประเทศที่ไปดูงานทั้ง ๒ ประเทศ เช่น

          ประเทศอียิปต์ไม่มีปัญหาการก่อการร้ายรายวันเหมือนไทย กับ ประเทศศรีลังกาที่มีปัญหาการก่อการร้าย
แต่มิใช่อิสลามในที่สุดก็ได้ปราบจนสำเร็จ

          แต่ในประเทศไทยมี การก่อการร้ายที่ปฏิบัติการไม่เคยหยุด ไม่ว่าใช้มาตรการใดๆ เช่น

          ๑. สมานฉันท์ จนกลายเป็นสยบไปแล้ว จนสงสัยอยู่ว่าไทยพุทธเป็นชนกลุ่มน้อยไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
          ๒. เศรษฐกิจถูกดูดไป “ซื้อใจ” จนเลือดจะแห้งหมดตัวอยู่แล้ว หมดเงินไปมากมาย เจียดเงินภาษี
ของคนพุทธส่วนใหญ่ไปใช้ รัฐบาลไทยทนมองไทยพุทธที่เป็นชนกลุ่มใหญ่จะต้องกรีดเลือดตนเองกินกัน
อยู่ได้อย่างไร เรื่องนี้จะกลับมาฟ้องเจ้าของประเทศในช่วงต่อไป

          ใบบัวปิดช้างเน่า

          มีเรื่องจริงถูกประโคมเป็นข่าวไปทั่วโลก มีให้ศึกษามากมาย ภูวดล ฯ เป็นคนรากหญ้าจึงขอสื่อฯ
กับคนรากหญ้าด้วยกัน ให้ทันกลเกมส์ของผู้คิดร้ายต่อแผ่นดินที่บรรพบุรุษฝากให้รักษา ท่านหลอกได้แต่ผู้ทรงเกียรติ
สำหรับรากหญ้าแล้วเขากำลังได้ความจริงอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว ขอเพื่อนชาวรากหญ้าลองอ่านเรื่องจริง จากข่าวต่อไปนี้

          ข่าวที่ ๑.
          บังคลาเทศ....สตรีถูกโบยเพราะเรียกร้องความเป็นธรรมจากพ่อของลูก
          [Woman caned for claiming paternity of her child]

          Tue, May 26th, 2009

          ธากา ๒๕ พ.ค.๒๐๐๙ (bdnews24.com) ณ โรงพยาบาลธากาเมดิคัลคอลเล็จ หญิงสาวอายุ ๒๒ ปี
ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จากการถูกโบยในที่สาธารณะจาการประกาศฟัตวา (ตัดสิน) ตามกฎของ
ศาสนาอิสลาม ในข้อหาที่เธอระบุบุคคลที่เป็นพ่อของลูกของเธอในลักษณะใส่ร้าย

          คดีนี้ได้ช๊อคความรู้สึกมุสลิมผู้ยากไร้ส่วนใหญ่ เธอได้รับการอณุเคราะห์จากนายกรัฐมนตรีหญิง ชีค ฮาซีน่า
ให้ย้ายเธอจากโรงพยาบาลในชนบทมาอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงธากา เพื่อการพยาบาลที่ดีกว่า สตรีผู้เคราะห์ร้าย
ชื่อของเธอจำต้องปกปิด เพื่อความปลอดภัย ได้กล่าวโดยคำสั่งจากผู้ที่เรียกว่า ผู้นำทางศาสนาที่มีอิทธิพล
แห่งหมู่บ้าน บิตสวอร์สหภาพแห่งดาอูคานธี ในเมือง โคมิลลา เธอถูกโบย ๓๙ ครั้งเมื่อวันศุกร์

          เธอนอนซมอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่โรงพยาบาล สตรีผู้เป็นเหยื่อได้บอกแก่ผู้สื่อข่าวว่า ผู้มีอิทธิพลแห่งหมู่บ้าน
เรียกผู้นำทางศาสนาโดยพลการ ในทันทีที่เธอได้เรียกร้องให้รับผิดชอบความเป็นพ่อของเด็กชายอายุหกขวบของเขา

          เธอได้บอกว่าเธอได้เรียกร้องให้นาย อับดุล การิม ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับเธอให้รับผิดชอบ
ในความเป็นพ่อของเด็ก แต่นายการิมได้ปฏิเสธโดยถือคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นพยาน สตรีผู้นั้นถูกหาว่า “โกหก”
ผู้นำศาสนาได้สั่งขับเธอไปให้พ้นหมู่บ้าน และโบย ๓๙ ครั้ง

          เธอขอให้พิสูจน์ DNAของการิม

          พ่อของเธอได้กล่าวว่าเธอได้คบกับการิมหนุ่มในหมู่บ้านเดียวกันและได้พัฒนาจนเลยเถิดจนมีท้อง
และให้กำเนิดเด็กคนนี้ เธอได้ติดตามเรียกร้องของขอให้การิมรับผิดชอบความเป็นพ่อของเด็กหลายต่อหลายแห่ง
แต่ที่ได้รับคือการตัดสินที่ปราศจากเหตุผลการเรียกร้องไปก็ไร้ประโยชน์ใดๆ, พ่อของเธอกล่าว

          โมเชียร์ ราฮฺมัน หัวหน้าตำรวจ ดาอูดคานธีร์ ได้บอกแก่ bdnews24.com ว่า “มีคนถูกจับสามคนจากหกคน
หลังจากการยื่นคำร้องของบิดาของเหยื่อ”

          ผู้ที่ถูกจับกุมคือ เมาลานา อับดุล คาเช็ม อายุ ๕๕ ปี, อับดุล การิม อายุ ๓๕ ปี, และ ชาห์ อลาม อายุ ๕๐ ปี
ตำรวจกำลังตามจับกุมที่เหลือในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญา, ราฮฺมันกล่าว

BANGLADESH]S First Online Newspaper
http://www.bdnews24.com/details.php?id=85323&cid=2

          ข่าวที่ ๒
          บังคลาเทศ...หญิงชาวเบงกาลีถูกลงโทษหลังคุยกับชายฮินูด
          มุสลิมไทยดอทคอม http://www.muslimthai.com/

          ธากา – กมลา เบกุม แม่ลูกสี่ วัย 38 ปี ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน หลังจากคุยกับผู้ชายฮินดู ตำรวจ
กล่าวเมื่อวันเสาร์ ด้วยความกังวล ถึงกรณีรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงเริ่มมีมากขึ้น เพราะการตีความโดยเคร่งครัด
ตามกฎหมายอิสลาม

หญิงชาวเบงกาลี

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในหมู่บ้านชาซัน ซึ่งอยู่ห่างไกลไปทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือของบังคลาเทศ โดยผู้อาวุโสในหมู่บ้าน
เป็นผู้สั่งการ ให้ชาวบ้านใช้ไม้มัดรวมกัน 25 อัน และตี
ที่กลางหลัง 4 ครั้ง ซึ่งทำให้เธออับอายและคับแค้นใจ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 สัปดาห์ที่มีรายงานเรื่องแบบนี้
เกิดขึ้น กลุ่มเคลื่อนไหวสตรีเริ่มแสดงความสนใจ โดยว่า
เป็นการ ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง โดยอ้างกฎหมายอิสลาม


           ตำรวจได้จับกุมชายคนหนึ่ง และกำลังแกะรอยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ลงมือตีหญิงผู้นี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
มีการโบยหญิง-ชายคู่หนึ่ง ที่ถูกศาลหมู่บ้านตัดสินว่าทำชู้

          ศาลหมู่บ้านมีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ชนบทของบังคลาเทศ ที่ซึ่งชาวบ้านเป็นกลุ่มอนุรักษ์หัวเก่า แต่ศาลหมู่บ้าน
ไม่ได้รับการยอมรับว่าถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ เพราะถึงแม้บังคลาเทศจะเป็นประเทศที่มุสลิมเป็นจำนวนมาก
แต่ไม่ได้ใช้กฎหมายอิสลามในการปกครองประเทศ

สำนักข่าวมุสลิมไทย

          ข่าวที่ ๓
          ซาอุดิอาราเบีย...กษัตริย์ซาอุฯ อภัยโทษสาวเหยื่อข่มขืนหลังถูกศาลสั่งเฆี่ยน 200 ครั้ง
          โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 ธันวาคม 2550

          เอเอฟพี – กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียทรงอภัยโทษให้กับสาวเหยื่อข่มขืน ซึ่งถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน
รวมถึงถูกสั่งเฆี่ยนอีก 200 ครั้ง

           สำนักข่าวซาอุดี เพรสส์ รายงานว่า กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบีย
ทรงมีคำสั่งอภัยโทษ ให้กับหญิงสาว วัย 19 ปี คนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นเหยื่อข่มขืน
แต่กลับถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน และถูกสั่งเฆี่ยนอีก 200 ครั้ง ซึ่งนับเป็น
คดีที่ก่อให้เกิดเสียงประณามอย่างกว้างขวางทั้งจากองค์กรสิทธิมนุษยชน
และรัฐบาลสหรัฐฯ

อับดุลเลาะห์ บิน โมฮัมหมัด บิน อิบราฮิม อัล ชีกห์ รัฐมนตรีกระทรวง
ยุติธรรมของซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า กษัตริย์อับดุลเลาะห์ทรงมี
อำนาจที่จะลบล้างคำตัดสินของศาล หากทรงเห็นว่าคำสั่งอภัยโทษ
จะให้ผลในทางที่ดีมากกว่า

หญิงสาว ซึ่งมีอายุ 18 ปีขณะถูกข่มขืน ถูกชาย 7 คนรุมโทรม หลังถูกพบ
อยู่ในรถกับผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมาย
ที่เคร่งครัดของซาอุดีอาระเบีย

          ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2006 ศาลได้มีคำสั่งเฆี่ยนหญิงสาวจำนวน 90 ครั้งในความผิดฐานอยู่กับชาย
ที่ไม่ใช่ญาติ ก่อนที่เธอจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาล แต่กลับถูกศาลสั่งเพิ่มโทษด้วยการเฆี่ยน 200 ครั้ง รวมถึง
สั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน โดยศาลให้เหตุผลว่าหญิงสาวพยายามใช้สื่อกดดันผู้พิพากษาก่อนหน้านี้ ขณะที่ศาล
ได้สั่งเพิ่มโทษจำคุกชายทั้ง 7 คน ที่รุมโทรมเธอในเดือนพฤศจิกายนจาก 1-5 ปี เป็น 2-9 ปีเช่นกัน

          ด้านกระทรวงยุติธรรมซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า การที่ศาลไม่สั่งประหารชีวิตชายทั้ง 7 คนตามความผิดสูงสุด
ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้น เป็นเพราะคดีขาดพยานหลักฐาน รวมถึงคำสารภาพของผู้ต้องหา นอกจากนี้ในคดีดังกล่าว
ศาลยังได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตว่าความของทนายความเหยื่อสาว ซึ่งยังถูกกระทรวงยุติธรรมเรียกเข้าให้ปากคำ
ต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกด้วย

          ประเด็นคิด

          เรื่องของกฎหมายชารีอะฮฺพอจะได้เห็นความป่าเถื่อนได้อย่างชัดเจน การโบยตียังมีใช้กันอยู่แม้แต่
ประเทศเพื่อนบ้านเราเช่น มาเลเซีย

          ผู้เขียนให้ข้อสังเกตว่า ในโลกอิสลามจะแบ่งเป็น ๒ อำนาจ หรือ ๒ อาณาจักร คือ
           ๑. อาณาจักร เป็นอำนาจการบริหารประเทศหรือในโลกสากลคือ ด้านการเมือง
           ๒. ศาสนาจักร เป็นอำนาจของด้านการศาสนา

          ทั้ง ๒ อำนาจนี้จะแข่งกัน ข่มซึ่งกันและกัน ดังเช่นในอิหร่าน เมื่อสมัยล้มกษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่าน
ก็ใช้ศาสนานำการปฏิวัติ ล้มอำนาจกษัตริย์ซึ่งเป็นฝ่ายอาณาจักร เมื่อล้มระบอบกษัตริย์ทางด้านศาสนา
ก็ขึ้นครองอำนาจโดยแฝงประชาธิปไตยไว้ ให้ประชาชนเลือกประธานาธิบดี แต่ ผู้นำทาง ศาสนจักร คือ
อยาตุลเลาะห์มีอำนาจในการปลดประธานาธิบดีได

          ในประเทศตุรกีมุสตาฟา เคมาล ปาชา หรือ เคมาล อาตาเติร์ก ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศตุรกี
ได้กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญโดยให้ ประเทศตุรกีเป็น คามิยรัฐ หรือ Secularstate คือ ห้ามศาสนจักรเข้ามา
ก้าวก่ายการบริหารประเทศ ดังนั้น สตรีจะมิได้คลุมฮิญาบก็ไม่เป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด ที่ผ่านประชาชน
อยู่กันเป็นสุขดี


สตรีที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดประเวณี จะถูกลงโทษ
ตามกฏหมายอิสลามด้วยการขุดหลุมฝังโผล่แค่คอ
แล้วให้ประชาชนใช้ก้อนหินขว้างถึงตาย

ผิดกับประเทศอิสลาม เช่น ปากีสถานร่ำร้องให้ใช้กฎหมายอิสลาม
ปกครองประเทศ มีการประท้วง ฉุดคร่าข่มขืน ฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน
แม้แต่นางเบนาซี บุตโตอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัยของประเทศ
ปากีสถานก็ไม่เว้นที่จะถูกฆ่า

ดังนั้นการเป็นผู้เคร่งศาสนามิได้บอกถึงความหลุดพ้นจาก
ความป่าเถื่อนไปได้เลย อีกทั้งสถิติฉุดคร่า ข่มขืนมีสูงมาก
ในประเทศคลั่งศาสนาอีกหลายประเทศ

ปัญหาการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพราะ ศาสนาจักร
หวังกุมอำนาจการบริหารประเทศไว้ในกำมือ โดยมี อุซามะ
บิน ลาเดน ผู้นำขบวนการอัล เค ดาห์ เป็นหัวขบวนฯ
โดย ประณามประเทศที่มิได้ใช้กฎหมายชารีอะฮฺปกครอง
ประเทศเต็มรูปแบบเป็น “อิสลามนอกคอก” เช่น ประเทศ
อินโดนีเซีย ที่โดนลอบวางระเบิดสังหารและทำลายสถานที่
สาธารณะ ไปหลายละลอกแล้ว

ดังข่าว บังคลาเทศ....สตรีถูกโบยเพราะเรียกร้องความเป็นธรรมจากพ่อของลูก [ Woman caned for claiming
paternity of her child ] ศาลอิสลาม (ศาลชารีอะฮฺ) ได้ตัดสินคดีความโดยขาดความไตร่ตรองรอบคอบ แค่ชู
คัมภีร์อัลกุรอ่าน แล้วสาบานยืนยันก็เชื่อเสียแล้ว สตรีผู้นี้โชคดีที่เธอได้รับการอนุเคราะห์จากนายกรัฐมนตรีหญิง
ชีค ฮาซีน่าให้ย้ายเธอจากโรงพยาบาลในชนบทมาอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงธากา และศาลสูงได้สั่งให้พิสูจน์
ดี.เอ็น.เอ. เธอจึงได้พ้นมลทิน แต่ก็เจ็บตัวไปเปล่า ๆ เพราะมีหนังสือเป็นพยานเอก

          แต่ผู้เขียนขอเรียนท่านผู้อ่านว่า นี่เป็นแค่น้ำจิ้ม เนื้อๆยังมีให้เจริญสติ และ เจริญปัญญาพ่อมหาจำเริญ
ผู้ทรงเกียรติอยู่อีก..

          รู้จัก กฎหมายอิสลาม หรือ กฎหมายชารีอะฮฺ

          วิกิพีเดียได้ให้คำจำกัดความของ กฎหมายอิสลาม หรือ กฎหมายชารีอะฮฺ ไว้ดังนี้

          กฎบัญญัติของศาสนาอิสลาม มาจากพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ที่บัญญัติมาทางพระดำรัสหรืออัลกุรอาน
และความรู้อีกส่วนหนึ่งที่ประทานให้แก่นบีมุฮัมมัด ที่เรียกว่า ซุนนะฮฺ หรือ หะดีษ ซึ่งทั้งอัลกุรอานและหะดีษ
เป็นคำสอนอันบริสุทธิ์จากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมที่มาที่ไปและความเป็นจริง
ของโลกและชีวิตมนุษย์ทุกคน มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับ การเกิด
การตาย เป้าหมายของการมาอยู่บนโลกและทางรอดของชีวิต และก็มีส่วนที่เป็นกฎหมายหรือบทบัญญัติที่มนุษย์
พึงปฏิบัติต่อพระเจ้า พึงปฏิบัติต่อมนุษย์ และการปกครองสังคม
กฎหมายนี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า "ชารีอะฮฺ" ซึ่งมีที่มาคือ
     
1.อัลกุรอาน
     2.หะดีษ
     3.อิจมาอฺ (มติเอกฉันท์ของบรรดาปราชญ์)
     4.กิยาส (เทียบเคียงตัวบทและฎีกาสมัยของท่านนบีและสาวก)

ข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/

          ข้ออ้าง – เหตุผล ในการใช้กฎหมายอิสลามในไทย

          เรื่องนี้ ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ได้กล่าวไว้ใน บทความ
“ก.ม.อิสลาม-ศาลชารีอะห์...บทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาลไทยในวังวนไฟใต้” วันพุธที่ 4 มีนาคม 2009
ศูนย์ข่าวอิสราว่า

           “โดยข้อเท็จจริงใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการใช้กฎหมายอิสลามอยู่แล้ว โดยให้มี
“ดาโต๊ะยุติธรรม” ทำหน้าที่ชี้ประเด็นทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอิสลาม
เพียงแตกระบวนพิจารณาคดีและการตัดสินคดียังยึดโยงกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ตามปกติ ไม่ได้เป็นไปตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างสมบูรณ์ และไม่ได้มีการบังคับ
ใช้อย่างเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมตามหลักการ”

           ถึงจะยกเหตุผล หรือ ข้ออ้างอย่างใดก็ตาม ก็ยังแถมท้าทาย สบประมาท – ท้าทาย ลูกผู้ดีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
เยี่ยงผู้เจนเชิง อยู่นั่นเอง จากสองย่อหน้าสุดท้ายของบทความเดียวกัน

           “และหากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะหยิบมาสานต่อ (๑) ก็น่าจะเป็นการ “แสดงความจริงใจ”ในระดับนโยบาย
ซึ่งน่าจะคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงได้มากทีเดียว”

เพราะ (๒) หากรัฐบาล “ใจกว้าง” ให้ใช้กฎหมายอิสลามในการระงับข้อพิพาทของพี่น้องมุสลิมจริงๆ แล้วล่ะก็ ในอนาคต
อาจมีตัวแทนของประเทศต่างๆ เดินทางมาศึกษาดูงานในประเทศของเราบ้าง ซึ่ง (๓)นั่นย่อมหมายถึงความสำเร็จของการ
“แก้ปัญหาไฟใต้” ให้ปรากฏชัดต่อโลกมุสลิม และเป็นการแสดงให้องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้เห็นว่า ประเทศไทย
และรัฐบาลไทยให้เสรีภาพแก่ทุกศาสนาอย่างแท้จริง”

          ไม่ว่า
       (๑) ก็น่าจะเป็นการ “แสดงความจริงใจ”ในระดับนโยบาย !
       (๒) หากรัฐบาล “ใจกว้าง” ให้ใช้กฎหมายอิสลาม!
       (๓) นั่นย่อมหมายถึงความสำเร็จของการ “แก้ปัญหาไฟใต้” ให้ปรากฏชัดต่อโลกมุสลิม !

           แสดงถึงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ทั้งล่อ ทั้งหลอก ต้อนซ้าย ต้อนขวา มองรัฐบาลไทยเป็นเด็กไร้เดียงสา
อำพรางวางเงื่อนไขเพื่อ “แก้ปัญหาไฟใต้” แถมยกเอา “โลกมุสลิมมาข่มขู่” ให้เห็นว่ามีพวกมากเสียอีกด้วย
ให้ความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจกันเสียแล้ว

          ขอบเขตของการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม

           อ้างเหตุผลว่า เพื่อเป็นการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม เพื่อตัดสิน พิจารณาคดีความเกี่ยวกับครอบครัว เช่น
การหย่าร้าง การแบ่งมรดก ความขัดแย้งในครอบครัว และเงินซากาด เป็นต้น ส่วนความผิดด้านอื่นๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการใช้กฎหมายอิสลาม แต่อย่างใด

           ตามขอบเขตของการบังคับใช้ที่ยกมาเป็นข้ออ้าง มีอะไรอยู่บ้างในกอไผ่? ผู้เขียนจะกระชากม่านอำพราง
ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันโปรดติดตามต่อไป

           แนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาระบบศาสนาอิสลามที่เหมาะสมกับประเทศไทย

          จาก...รายงาน: สถาบันยุติธรรมแดนใต้ ค้นวิสัชชนาหาทางดับไฟใต้
          โดย มูฮำหมัด ดือราแม

          ความเป็นมา

          ประเทศ ไทยได้บังคับให้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี, นราธิวาส, ยะลา,
และสตูล พ.ศ.2489 บังคับใช้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยมุสลิมเฉพาะถิ่น อย่างไรก็ตามเมื่อมีการบังคับใช้
กฎหมายฉบับนี้แล้วจะพบปัญหาในทางปฏิบัติและพบว่ามีหลักกฎหมายอิสลาม เรื่องครอบครัวและมรดกมีความ
แตกต่างจากประมวลกฎหมายพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว และมรดกเป็นอย่างมาก ซึ่งในที่นี้สามารถประมวลให้เห็น
ถึงความไม่ลงตัวระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย ฉบับนี้ดังนี้

          1.1 ในกระบวนการพิจาราณาคดีครอบครัวและมรดก ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด
ปัตตานี,นราธิวาส, ยะลา, และสตูล พ.ศ. 2489 พบว่าในการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นต้องมีดะโต๊ะยุติธรรมพิจารณา
คดีพร้อมด้วย ผู้พิพากษาโดยดะโต๊ะยุติธรรมทำหน้าที่วินิจฉัยในหลักของกฎหมายอิสลามส่วนข้อเท็จจริง หรือปัญหา
ข้อกฎหมายอื่น อำนาจการวินิจฉัย และ การพิพากษาเป็นอำนาจของผู้พิพากษา

          1.2 การนำหลักกฎหมายอิสลามมาวินิจฉัย เป็นการใช้กฎหมายอิสลามเฉพาะการตัดสินคดีในศาลไม่มีสภาพ
บังคับนอกศาล ขณะเดียวกันคู่กรณีสามารถเลือกใช้กฎหมายได้ทำให้เกิดความลักลั่นและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน
มุสลิม และทำให้เกิดความแตกต่างในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่

          1.3 คำวินิจฉัยชี้ขาด ของดะโต๊ะยุติธรรมในข้อกฎหมายอิสลามให้เป็นเด็ดขาดคดีนั้นไม่สามารถอุทธรณ์ หรือ
ฏีกาได้ ทำให้คู่กรณีเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมเพราะหากมีข้อผิดพลาดก็ไม่สามารถ อุทธรณ์ หรือ ฏีกาได้

          1.4 ปัญหาเรื่องอายุความในเรื่องมรดกยังมีความลักลั่น เพราะการบังคับมรดกใช้ อายุความในเรื่องมรดก 1 ปี
ความในประมวลแพ่งและพาณิชย์ ไม่ตรงกับอายุความมรดกของหลักกฎหมายอิสลาม

          1.5 ปัญหาเรื่องจำเลยที่เป็นชายไทยมุสลิมย้ายภูมิลำเนาออกนอกเขตพื้นที่ 4 จชต. ไม่สามารถนำกฎหมาย
อิสลามไปบังคับใช้ได้ เพราะเมื่อหากคู่กรณีหากย้ายออกนอกเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลาม
ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกลัวศาลไม่สามารถบังคับคู่ กรณีออกนอกเขตอำนาจศาลได้

          http://www.prachatai.com/journal/2009/07/25003
          Wed, 2009-07-08

          ข้อที่มีเหมือนกัน หรือ คล้ายกัน (ระหว่างกฎหมายอิสลาม กับ ประมวลแพ่งและพานิชย์ฯ)
          จากบทความ...ทำไมต้องใช้กฎหมายอิสลามสำหรับชาวมุสลิม 4 จังหวัดชายแดนใต้ ?
          โดย:::อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1155

          1. ผู้สมรส ต้องเป็นเป็นชายและหญิง ตาม พรบ.กฏหมายอิสลามฯ ม.49(1) และ ปพพ. ม.1448
          2. ไม่เป็นเครือญาติกัน ตาม พรบ.กฏหมายอิสลามฯ ม.49(6),(7),(8)และ ปพพ. ม.1450
          3. มีการกำหนดระยะเวลาที่ต้องห้ามทำการสมรส ตาม พรบ.กฏหมายอิสลามฯ ม.49(11) และ ปพพ. ม.1453
          4. ผู้สมรสต้องยินยอมเป็นสามีภริยากัน ตาม พรบ.กฏหมายอิสลามฯ ม.49(4) และ ปพพ. ม.1458ฯลฯ

          ข้อที่แตกต่างกัน

รายการ
พรพ.กฏหมายอิสลาม
ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์
1. อายุผู้สมรส ไม่กำหนดอายุขั้นต่ำ ต้องอายุ 17 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่
่เข้าข้อยกเว้น ม.1448
2. ผู้ปกครอง ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง
ฝ่ายหญิง ม.29
ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา บิดา
หรือมารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้ปกครอง
แล้วแต่กรณ๊ ม.1454 ประกอบ 1436
3. ความสมบูรณ์องการสมรส สมบูรณ์โดยพิธีสมรส ม.22 สมบูรณ์โดยการจดทะเบียนต่อหน้า
นายทะเบียน ม.1457
4. พยาน บังคับต้องมี
    อย่างน้อย 2 คน
บังคับต้องมีอย่างน้อย 2 คน ไม่กำหนด เว้นแต่กรณีจำเป็น ตาม ม.1460

          จากบทความเดียวกัน ในหัวข้อ การดำเนินงานที่ผ่านมาของศอ.บต. และ สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุข
จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสต.)

          เมื่อ วันที่ 2 สิงหาคม 2551 คณะกรรมการประจำสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้านยุติธรรม ความเสมอภาค และความมั่นคง ได้นำประเด็นความเป็นไปได้ในการตั้งศาลชารีอะฮฺ (ศาลศาสนาอิสลาม)
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือจะบังคับใช้ทั่วประเทศมาปรึกษาหารือกัน ซึ่งเมื่อนำเสนอต่อที่ประชุมของที่สภาที่ปรึกษา
เสริมสร้างสันติสุขจังหวัด ชายแดนภาคใต้ (สสต.) พบว่า เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็น และสำคัญต่อการแก้ไขปัญหา
จังหวัดชายแดนภาคใต้

          ต่อมา ผอ.ศอ.บต.ได้อนุมัติเห็นชอบให้มีการนำสมาชิก สสต.และผู้บริหาร ศอ.บต.ไปศึกษาดูงานการใช้กฎหมาย
อิสลามในประเทศศรีลังกา และกฎหมายชารีอะฮฺในประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2552 (ดังได้กล่าวไว้แล้ว
ใน “ใช้งบฯรัฐบาล ล้างสมองรัฐบาล” แปลกใจที่ไม่ไปดูงานที่...บังคลาเทศ ?...ผู้เขียน)

          ต่อมา ศอ.บต.ได้ร่วมกับสสต.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลาม
ประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 10-11 เมษายน 2552…...........ที่ประชุมได้เสนอแนวทางหลายข้อ
มีข้อสำคัญที่น่าสนใจ คือ

          2.1.5 ขยายการบังคับใช้กฎหมายอิสลามนอกศาล และการขยายการบังคับใช้กับมุสลิมทั่วทุกคน
(หมายถึงทั่วประเทศ ?)

          เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพ

          เท่าที่ได้อ่านมาแล้วล้วนแต่เรื่องดีๆทั้งนั้นใช่หรือไม่ ? ผู้เขียนจะไม่แย้งเลยก็ไม่ได้ เพราะผู้เขียนก็ต้องศึกษา
เพื่อจะได้นำเสนอมุมที่ถูกอำพรางไว้มาเสนอแก่ท่านผู้อ่านที่เคารพของผม

          ประเด็นคิด

          ถ้าหากกฎหมายนี้ผ่านสภาฯ ขั้นตอนต่อไปจะต้องมีสำนักงานชารีอะฮฺ และศาลชารีอะฮฺเพื่อบริหารงาน
กฎหมายนี้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ?

          เป็นอันว่าชาวมาลายูมุสลิม (เพราะไม่ยอมเป็นไทย!) จะต้องใช้งบประมาณของภาษีจากไทยพุทธ
ไปบริหารประเทศอิสระ ในไทยใช่หรือไม่ ?

          คำถามต่อไปเพื่อเจริญสติผู้ทรงเกียรติ ขอถามว่าถ้าหากไทยพุทธไม่ว่าเป็นหญิง หรือชายเมื่อสมรส
กับมุสลิมจะต้องจดทะเบียนที่สำนักงานชารีอะฮฺแทนสำนักงานเขต และที่ว่าการอำเภอ ใช่หรือไม่ ?

          :: และคู่สมรสต้องเป็นมุสลิมโดยอัตโนมัติทันทีใช่หรือไม่ ?
          :: ถ้าหากเขาไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันต่อไปได้ มีความประสงค์จะหย่าขาดจากกันจะต้องจดทะเบียนหย่า
              ณ ที่ทำการของอิสลามใช่หรือไม่ ?
          :: ถ้าใช่ เมื่อหย่ากันแล้วทรัพย์สินที่ร่วมสร้างกันมา...จะใช้ศาลใดตัดสินการแบ่งทรัพย์สินเหล่านั้น ?
          :: เมื่อหย่ากันแล้วสถานการณ์เป็นมุสลิมสิ้นสุดไปโดยอัตโนมัติหรือไม่? หรือต้องใช้ศาลอิสลามชี้ขาด
              สถานะในการเปลี่ยนศาสนา ?
          :: ถ้าหากศาลไม่อนุมัติล่ะ ? คนๆนั้นจะต้องเป็นมุสลิมตลอดไปใช่หรือไม่ ? และเขาจะอยู่ในสังคมใด
              ในเมื่อในสำมโนครัวและบัตรประชาชนระบุไว้ว่าเขาเป็นอิสลาม
          :: ถ้าหากศาลยังไม่ชี้ขาดให้เปลี่ยนศาสนาได้ จะไปวัดในศาสนาพุทธ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม กราบพระไม่ได้
             มิฉะนั้นจะกลายเป็นคน “ละทิ้งศาสนาอิสลาม” หรือ “การไม่เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติศาสนกิจอิสลาม
             ด้วยความเลื่อมใส” นั่นจะมีโทษถึงแก่ความตายมิใช่หรือ ?
          :: ถ้าหากในวันข้างหน้าเขาจะแต่งงานใหม่เขาจะต้องไปจดทะเบียนที่ใด สำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอ
             คงไม่รับจดฯแน่นอน ถ้าหากจดทะเบียนที่สำนักงานจดทะเบียนของอิสลาม ดังนั้นสามีหรือภรรยาคนใหม่
             จะต้องเป็นอิสลามโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่ ?

          ถ้าหากตอบว่า...เปลี่ยนศาสนาได้ไม่มีปัญหา นั่นคือ “มุสาวาทา !1” ขอให้ดูข่าวต่อไปนี้

          ศาลแพ่งมาเลย์ปัดคำร้องหญิงมุสลิมขอเปลี่ยนนับถือศาสนาคริสต์

          ปูตราจายา - ศาลแพ่งแดนเสือเหลืองไม่ยอมตัดสินคดีหญิงมุสลิมขอเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์
โบ้ยเป็นหน้าที่ของศาลอิสลาม

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (30 พ.ค.) ว่าคณะผู้พิพากษาศาลฎีกามาเลเซียได้ปฏิเสธที่จะพิจารณา
คำร้องของนางลีนา จอย หญิงมุสลิมที่ต้องการได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายหลังจากที่เปลี่ยนไป
นับถือศาสนาคริสต์แล้ว โดยกล่าวว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลชาเรีย หรือศาลอิสลาม ซึ่งศาลแพ่งไม่สามารถ
เข้าไปแทรกแซงตรงจุดนี้ได

          ทั้งนี้ การสละสิทธิการเป็นมุสลิม(เลิกนับถือศาสนาอิสลาม...ผู้เขียน)ถือเป็นข้อห้าม และบาปสูงสุดตามคำสอน
ของศาสนาอิสลาม ทำให้การพิจารณาคดีของนางอัซลินา ชัยลานี ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นนางลีนา จอย หลังจากเปลี่ยนมา
นับถือศาสนาคริสต์แล้วได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีชาวมุสลิมหลายสิบคนมาฟังคำตัดสินอยู่นอกศาล
พร้อมกับตะโกนคำว่าพระผู้เป็นเจ้ายิ่งใหญ่ ขณะที่นางจอยไม่ได้มาปรากฏตัวที่ศาลเพื่อรับฟังคำตัดสินแต่อย่างใด

          ทางด้านนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนออกมาเตือนว่า คำตัดสินครั้งนี้อาจทำให้ชาวมาเลเซียที่ไม่ได้นับถือ
ศาสนาอิสลาม หวาดกลัวมากขึ้นว่าตัวเองจะถูกเลือกปฏิบัติในประเทศที่ประชากรเกือบ 60% เป็นชาวมุสลิม อีกทั้งยัง
สะท้อนให้เห็นว่า การเปิดกว้างทางศาสนาในมาเลเซียกำลังถูกคุกคาม พร้อมเรียกร้องให้ศาลต่างๆ ของมาเลเซีย
ออกมาปกป้อง เสรีภาพการนับถือศาสนาของประชาชนให้มากขึ้น

จาก คม ชัด ลึก
31 พ.ค.50

เนื่องจาก คดีนี้เป็นข่าวที่สื่อฯทั่วโลกสนใจ ผู้เขียนขอนำเสนอบทคัดย่อข้อความสำคัญจากข่าวเดียวกัน ในหัวข้อข่าว
“Malaysia: woman fights for right to convert” จากสื่อฯ Religioscope
http://religion.info/english/articles/article_110.shtml ดังนี้

          ::  However, according to a Malaysian newspaper report in May 2001, High Court Judge
              Datuk Faiza Tamby Chik declared that, “As a Malay, the plaintiff exists under the tenets
              of Islam until her death.”

              อย่างไรก็ตาม ตามที่หนังสือพิมพ์มาเลเซียได้รายงานเมื่อ เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.๒๕๔๔ ผู้พิพากษาศาลสูง
              ดาโต๊ะ ไฟซา แทมบี้ ชิก ประกาศว่า “ในฐานะที่เป็นชาวมาเลย์ ผู้ร้องทุกข์จะต้องอยู่ภายใต้คำสอนของอิสลาม
              จนกว่าเธอจะตาย”

         ::  Judge Faiza also ruled that the Islamic sharia court must handle the case, since conversion
             came under sharia jurisdiction

              ผู้พิพากษาไฟซา ได้ชี้ขาดว่า ศาลกฎหมายอิสลามต้องดำเนินคดีนี้ต่อไป, เมื่อได้รับโอนอำนาจการตัดสินคดี
              มาอยู่ภายใต้อำนาจศาลอิสลาม

          ::  This ruling created huge obstacles for Lina Joy. The Quran states that the act of
             apostasy -- or abandoning the Muslim faith -- is punishable by death.
             A sharia court is therefore highly unlikely to grant permission for a change of religion.

              คำวินิจฉัยของศาลได้สร้างอุปสรรคให้กับ ลีน่า จอย (เนื่องจาก..ผู้เขียน) คัมภีร์ กุรอ่าน ได้บัญญัติไว้ว่า
              “การละทิ้งศาสนาตนเอง” หรือ “การไม่เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติศาสนกิจอิสลามด้วยความเลื่อมใส”
              จะมีโทษถึงแก่ความตาย ดังนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ศาลศาสนาอิสลามจะยินยอมและอนุญาตให้เปลี่ยนศาสนา

          ฮะฮ้า!...เปลี่ยนศาสนาได้ไม่มีปัญหา! โกหก....หมกเม็ด! ฉ้อฉล! เลือดเย็น ! คิดไม่ซื่อกับแผ่นดินนี้เสียแล้ว
เท่าที่ผ่านมาอะไรๆก็ตามหลักศาสนาขอใช้กฎหมายอิสลามก็เพื่อถูกต้องตามหลักศาสนา

          ถ้า! ตามหลักศาสนา...ถึงตายนะ!

           นับว่าเป็นความเลือดเย็นเห็นชีวิตคนเป็นแค่ทรัพย์สิน เรื่องนี้เป็นเรื่องของความศรัทธามิใช่ทรัพย์สินหรือ
อสังหาริมทรัพย์ที่สามารถจดทะเบียนเพื่อครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัวได

          ท่านผู้อ่านที่เคารพ

          ขอให้ท่านพิจารณาเถิด ตั้งแต่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๗ หลังเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ ๔
จ.นราธิวาส จนบัดนี้ เหตุการณ์ไม่เคยสงบ มีแต่รุนแรงมากขึ้น หลังที่ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กอส.
( กองอำนวยการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ ) ได้ใช้มาตรการ “สมานฉันท์” ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าจะได้ผล
จนกระทั่งทั้งสังคมไทยอยู่ในสภาวะขยาด ไม่คิดติดตามสถานการณ์ ไม่คิดสู้ จนกลายเป็นสยบไปแล้ว

          พวกเราเคยถูกหลอกให้ขับไล่นายกฯจนสภาพบ้านเมือง แตกแยกเป็นรหัสสี ด้วยคำว่า “ถ้านายกฯทักษิณฯ
ไม่อยู่เหตุการณ์จะสงบ”
แล้วก็....ถูกหลอกตามเคย

          ลองมาดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่า “อาเสี่ย” ควักเงินรัฐฯให้อะไรไปบ้างแล้ว ผู้ทรงเกียรติเปิดประตูเมือง
ลากม้าโทรจันเข้าเมืองมากี่ตัวแล้ว

          อาเสี่ยจัดให้ –ใครได้ ใครเสีย ?

              1. นายอานันท์ ปันยารชุน “สมานฉันท์” มานานเท่าไรแล้วบัดนี้ก็ยังฆ่ากันก็ยังไม่หยุด
              2. ๑๙ ก.ย.๔๙ ผบ.ทบ.มุสลิมยึดอำนาจตั้งกรรมาธิการศาสนา จาก ๑๑ คน เป็นมุสลิม ๘ คน
                  พุทธ ๒ คน คริสต์ ๑ คนก็ยังไม่พอ
              3. การศึกษาในยุคของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท็ อดีตนายกฯของ ค.ม.ช  ตกต่ำถึงกับได้เปิดประตู
                  ให้มาเลเซียเข้าพัฒนาการศึกษาให้ (จากข่าว...มาเลเซียจะช่วยไทยพัฒนาระบบ
                  การศึกษาอิสลาม โดย..สำนักข่าวไทย รายงานข่าวประจำวันศุกร์ที่ ๑๑ พ.ค.พ.ค.๒๕๕๐)
              4. ให้ทุนการศึกษาต่างประเทศแก่นักเรียนมุสลิมใน ๓ จว.ภาคใต้ไปเท่าไหร่แล้ว
              5. ให้ทุนเรียนพยาบาลแก่นักเรียน ๓ จว.ภาคใต้ จำนวน ๓,๐๐๐ ทุนโดยรัฐฯออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
                  ทำให้นักเรียนที่เรียนดีตั้งใจจะสอบเข้าเรียนพยาบาลต้องหมดโอกาสไป ๓,๐๐๐ คน เรียนจบ
                  ประเทศลิเบียประกาศจ้างไปทำงานที่ลิเบียทันที ๒,๐๐๐ ตำแหน่ง
              6. ถ้าหากกองทุนซักกาดผ่านสภาฯ รัฐฯจะต้องนำงบจากเงินภาษีอากรคนไทยพุทธเป็นกองทุนซักกาด
                  เริ่มต้น และจะต้องจัดเป็นงบฯให้ทุกๆปี ทั้งๆที่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านได้ห้ามรับเงินจากคนต่างศาสนา
                  ก็ได้เขียนไว้ในพ.ร.บ.ฯโดยมิได้รู้สึกขัดต่อหลักศาสนาแต่อย่างใด รัฐบาลก็ไม่รู้สึก
                  (พ.ร.บ.ฯนี้ได้เสนอสภาฯแล้วถึงแม้ตกไปก็ได้เห็นเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่)
              7. เอาเงินภาษีจากประชาชนไทยพุทธไปซื้อใจมุสลิม อวดรวยทำตัวเป็นอาเสี่ยจัดงบให้ไปฮัจญ์
                  คนละกว่าหนึ่งแสนบาท (ค่าใช้จ่ายไม่คงที่ปรับขึ้นทุกๆปี-ปีต่อไปจะเป็นหนึ่งแสนสี่หมื่นบาทต่อคน)
                  ถ้าหากเป็นสตรีมีงบเพิ่มให้ผู้ติดตามอีกหนึ่งคน แต่..พระสงฆ์จะไปศึกษาปริยัติธรรมเพิ่มเติม
                  ที่อินเดียต้องควักเงินเอง!
              8. ให้ทุนอุดหนุนการศึกษาแก่โรงเรียนปอเนาะ หัวละ ๗,๓๗๙ บาท/ปี แต่พระภิกษุที่เรียนพระปริยัติธรรม
                  ได้แค่รูปละ ๒๐๙ บาท/ปี (จากการข้อมูลการวิจัยของ นายชำนาญ นิศารัตน์ พ.ม.,พธ.บ., กศ.บ.,
                   M.A. ศึกษานิเทศก์ก็ ระดับ ๙ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ อดีตอาจารย์สอนกฎหมาย มหาวิทยาลัยมหาจุฬา-
                  ลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นอาจารย์โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส)
              9. นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เพิ่มกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)
                  เข้าไปให้ธนาคารอิสลามฯ เพื่อให้นักเรียนมุสลิมที่รอกู้ ๒๐,๐๐๐คน แต่ น.ส.นริศนา ชวาลตันพิพัทธ์
                  ร.ม.ช.ว่าการศ.ธ. ได้รับหนังสือข้อสังเกตจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยว่า “เมื่อนักศึกษา
                  กู้ยืมเงินไปแล้ว นักศึกษาจะต้องชำระดอกเบี้ย ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม ตามหลักการ
                  ที่สำคัญของอิสลามเกี่ยวกับระบบธนาคาร คือ การห้ามเรื่องดอกเบี้ยหรือริบา ทั้งการรับและการให้
                  ซึ่งปรากฏชัดเจนในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน”
                  ...ในที่สุดจะเป็นสองมาตรฐานสำหรับนักเรียนอิสลามกับนักเรียนศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ ...
                  จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2552
              10. วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ผู้แทน
                   กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับผู้บริหาร ม.อ.ปัตตานี ได้จัดโครงการ International Islamic
                   Studies – Networking (IISN) เพื่อส่งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี เพื่อรับประสบการณ์ใน
              11. ด้านวิชาการอิสลามศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ จำนวน ๓๓ คน....
                   จาก ศูนย์ข่าวอิสรา ๑๖ ธันวาคม ๒๐๐๘

          มาคราวนี้จะใช้กฎหมายชารีอะฮฺปกครองมุสลิมทั่วประเทศ ถ้าไม่ทั่วประเทศจะมีปัญหาอีกดังใน
รายงาน: สถาบันยุติธรรมแดนใต้ ค้นวิสัชชนาหาทางดับไฟใต้ โดยมูฮำหมัด ดือราแม ในหัวข้อ
แนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาระบบศาสนาอิสลามที่เหมาะสมกับประเทศไทย ข้อย่อย 1.5 ข้างต้น

          ทุกๆกรณีไม่เคยรังเกียจที่จะให้ ถ้า...มีเงินพอ ให้ทั่วถึงทุกๆศาสนา และได้ผลลัพธ์ตอบสนองด้านบวก
คือเหตุการณ์สงบ ไม่เป็นการตั้งรัฐฯซ้อนรัฐฯ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตัดงบจัดงานวิสาขบูชาจาก ๑๐ ล้าน
เหลือ ๒ ล้านเพื่อนำไปจ่ายกับเรื่องที่ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย พวกมันยังคงฆ่าไม่หยุด เหมือนกับว่าฆ่าเพื่อสร้าง
สถานการณ์ให้นายหน้าเข้าเรียกค่าคุ้มครองอย่างไรอย่างนั้น ! รัฐบาลยังซื้อใจโดยไร้ผลอยู่อีกหรือ ?

ถ้าจะถามพวกนายหน้าสมานฉันท์ ว่าทำไมไม่บอกพรรคพวก
ให้หยุดฆ่าเสียที ? ก็คงได้คำตอบว่า “เขาไม่ใช่พรรคพวก
ของผู้ก่อการร้าย แต่ที่พยายามอยู่ คือ มิให้ประชาชน
เป็นพวกผู้ก่อการร้าย” ถ้าหากตอบอย่างนั้นก็ให้อ่านต่อไป

นอกจาก จะไม่พยายามหยุดการก่อการร้ายแล้วยังสนับสนุน
แนวร่วมซึ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่ให้ต่อต้านรัฐบาลอีกดังความจริง
ที่น้อยคนที่จะได้ทราบ...

คราวนี้จะได้ทราบจากการจับโกหกพวกตีสองหน้าดังต่อไปนี้

          ไม่เคยสนับสนุนผู้ก่อการร้าย แต่ สร้างแนวร่วมให้ผู้ก่อการร้ายได้ ?

          เมื่อ ๑๕ ม.ค.๕๒ ชุดพัฒนาสันติได้ออกไปช่วยซ่อมแซมอาคาร รร.เด็กเล็กดารุลฟุรกอน ที่ ม.๑ ต.ท่ากำชำ
อ.หนองจิก ซึ่งนอกจากไม่มีชาวบ้านออกมาร่วมกิจกรรมแล้ว ยังเขียนข้อความต่อต้าน "กูไม่ร่วมมือกับมึง
ของมึงให้มึงเอากลับไป"
ไว้บนฝาผนังของ รร.อีกด้วย

          เมื่อ ๑๗ ม.ค.๕๒ เด็กชาย และชาวบ้าน ม.๔ ต.เมาะมาวี จำนวนหนึ่งถือแผ่นป้ายเขียนข้อความโจมตี
ีการกระทำของ เจ้าหน้าที่ว่า "ทหารยิงผู้บริสุทธิ์ " และ "ทหารยิงคนพิการ" ระหว่างนำศพ นายอับดุลอาซิ
คงเสถียรซึ่งเสียชีวิตจากการต่อสู้กับ จนท.ไปฝัง

          ขอถามว่าถ้าหากผู้ใหญ่ไม่ให้ท้าย ไม่ออกความคิดให้เด็กทำ ไม่สนับสนุน เด็กก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างนี้..
ปัญหาแค่นี้แก้ได้แต่ไม่ยอมลงมือ ได้แต่ขอ ขอ แล้วก็ขอ... แสดงถึงความไม่ซื่อตีสองหน้า...ขอให้พี่น้องไทย
เรียนรู้ไว้เถิด

          นี่หรือความจริงใจ ?

          ถ้าจำกันได้ในตอนเริ่มแรกวิกฤติตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ ก็พวกแกนนำศาสนาแกนนำในชุมชนได้ออกมาบอกว่า
ต้องมีความจริงใจมิใช่หรือ ? ต้องใช้ความนุ่มนวลมิใช่หรือ ?

          แต่สิ่งที่พวกท่านทำคืออะไรหมายความว่าอะไรกัน? ยุยงส่งเสริมให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาลแล้วยังไม่พอ
ยังขาดความจริงใจพยายามที่จะหาศัตรูให้กับแผ่นดินไทย ดึงประเทศไทยให้ไปเป็นศัตรูกับชาติที่มิได้ให้ร้ายไทยมาก่อน
ดังเช่น พยายามให้ไทยประณามอิสราเอล ในกรณีสงครามยิว-ปาเลสไตน์ ดังเช่น ?

          :: นายอฮฺหมัด สมบูรณ์ บัวหลวงอดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ แสดงความเหนือกว่า
ด้วยการกดดันให้รัฐบาลเร่งประณามอิสราเอล และสนับสนุนการชุมนุมต่อต้านอิสราเอลของบรรดานักศึกษา
ทั้งคุกคามหากรัฐบาลไม่ทำตาม อาจจะเกิดการลุกฮือของมลายูอิสลามใน ๓ จชต.

          :: นายนิมู มะกาเจ นักวิชาการอิสลาม อดีตรองประธานคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดยะลา กดดัน
ให้รัฐบาลเร่งประณามอิสราเอล เพียงประการเดียว

          ถ้าหากทำสำเร็จ พวกท่านก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเต้ยในโลกอิสลาม แต่ประเทศชาติมีศัตรูเพิ่มขึ้น
ถ้าชาวไทยทุกคนจะรู้ก็ได้เรียนรู้สันดานตีสองหน้าของพวกแนวร่วม

          ข้อมูลเหล่านี้เข้าไปดูได้ใน เวบไซต์หอมรดกไทย http://www.heritage.thaigov.net/ ในหัวข้อรายการ
มี ๓ ช่องคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ดู ช่อง ชาติ ในหัวข้อ ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ดูช่องซ้ายสุด
หัวข้อ“ความไม่สงบสถานการณ์ชายแดนภาคใต้” มีให้เลือก “สถานการณ์ ปี ๕๑ และ สถานการณ์ ปี ๕๒”
ในแต่ละปีมีให้เลือกจะดูสถานการณ์เดือนไหน ?

          ที่ได้นำมาในหัวข้อ “ไม่เคยสนับสนุนผู้ก่อการร้าย แต่ สร้างแนวร่วมให้ผู้ก่อการร้ายได้” และ “นี่หรือ
ความจริงใจ ?”
อยู่ในเดือนมกราคมปีพ.ศ.๒๕๕๒ เพียงแต่บางข้อความท่านผุ้อ่านจะต้องถอดรหัสชื่อบุคคลเอาเอง
ซึ่งไม่ยากอะไร เพราะเป็นที่รู้กัน แต่ในบทความนี้ได้ถอดรหัสไว้ให้แล้ว

          ถ้าถามว่า...ภูวดล ฯเขียนอย่างนี้จะสงบได้อย่างไร ?

          ขอถามคนที่ถามว่า คิดไม่ออก มองไม่เห็น ตาบอดหรือไง ? ว่า...ถึงอย่างไรก็ไม่สงบอยู่แล้ว พวกมันดูดเป็นปลิง
จนกว่าเลือดหมดตัวนั่นแหละ หรือจะให้รอจนถึงเวลานั้น ?

          ไม่เห็นหรือ ? ว่าถูกดูด ! จนต้องตัดงบการจัดงานวิสาขบูชาปี พ.ศ.๒๕๕๒ จาก ๑๐ ล้าน เหลือ ๒ ล้าน

          ไม่ออกมาช่วยกันแล้วยังจะมาตำหนิ ภูวดล แดนไทย อยู่ได้ !...พิลึก !

          ธุรกิจจดทะเบียนสมรสทางอิสลามเฟื่องฟูชายแดนไทย-มาเลย์

          ผู้เขียนเคยอ่านพบข่าว ที่ชาวมุสลิมให้กล่าวว่าควรที่จะใช้กฎหมายอิสลาม เพราะว่าขณะนี้คนไทยมุสลิม
ในภาคใต้เข้าไปจดทะเบียนสมรสกันในมาเลเซีย

          ผู้เขียนได้ตรวจสอบข่าวแล้วเป็นความจริง ! แต่เป็นความจริงที่กลับข้างกัน และเป็นทะเบียนสมรส
ทางศาสนาที่มัสยิดออกให้เท่านั้น คือ คนมาเลย์นั่นแหละก็เข้ามาจดทะเบียนสมรสในไทย ทางการมาเลย์
ยอมรับเพราะเป็นศาสนาเดียวกัน คนไทยอาจจะเข้าไปจดทะเบียนในมาเลย์บ้างก็คงมี แต่ไม่ทราบว่าเพื่ออะไร ?

          เหตุผลที่จดทะเบียนข้ามถิ่นก็คือ กฎของอิสลามให้มีภรรยาได้ ๔ คน แต่ต้องให้ภรรยาเดิมให้ความยินยอม
แต่เดี๋ยวนี้สตรีรุ่นใหม่มีการศึกษา มีความคิดทันสมัยกันมากขึ้นจึงไม่ยินยอมเช่นที่เคยเป็น

          เหตุเริ่มจากทางมาเลเซีย

          เคยมีกรณีใช้วิธีฉ้อฉล โดยแอบวางยานอนหลับให้ภรรยากิน แล้วพิมพ์ลายนิ้วมือมาแสดงการยินยอมกับอิหม่าม
ประจำมัสยิด เมื่อได้เกิดกรณีฟ้องร้องกัน รัฐบาลมาเลย์จึงได้ออกกฎข้อใหม่ ให้เจ้าตัวคือภรรยาที่มีอยู่ออกมาแสดงตน
และลงลายมือยินยอมต่อหน้าอิหม่าม นั่นแหละคือต้นเหตุให้ทะลักกันข้ามมาจดทะเบียนสมรสทางศาสนาในไทย ซึ่งมี
กฎระเบียบทีอ่อนกว่า และเป็นรายได้ของอิหม่ามด้วย

          ทำให้เกิดธุรกิจนายหน้าของแต่ละมัสยิดไปรอลูกค้าตามชายแดนไทยมาเลย์ เพราะว่ามีทั้งค่าจดทะเบียนและ
ค่าพยาน ทุกอย่างคือเงินไหลเทเข้าเป็นรายได้ของมัสยิดเป็นกอบเป็นกำทีเดียว จะมีจากไทยไปจดทะเบียนสมรส
ในมาเลย์กับบ้างก็คงมี แต่จะมีภรรยาใจดีข้ามประเทศไปลงลายมือยินยอมให้ถึงมาเลย์ก็คงไม่เท่าไหร่นัก

          ท่านผู้อ่านที่เคารพ

           คนหลบหนีเข้าเมืองไทยมีจำนวนเท่าไหร่แล้ว ? หาสถิติไม่ได้ ไม่น่าจะต่ำว่าหนึ่งแสนคน ที่ผ่านมาจำนวน
มีมากมายขนาดนี้เชื่อได้ว่าทำกันเป็นขบวนการแน่นอน

          หน่วยงานความมั่นคงได้ร่วมกันทำงานและได้ออกมาแถลงผลงานเมื่อไม่นานนี้ จากข่าวพาดหัว
“จับ 3 โรฮิงญา ค้ามนุษย์พัน อัลกออิดะห์ - อีแลม” เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 18:06 ในสื่อกรุงเทพ
ธุรกิจออนไลน์

          "ดีเอสไอ-ศรภ.-สตช.-สน.ข่าวกรอง" แถลงจับ 3 โรฮิงญา ค้ามนุษย์ ปลอมเอกสารเข้าสหรัฐฯ
ก่อวินาศกรรม 9-11-2004 พัวพัน"อัลกออิดะห์-พยัคฆ์ทมิฬอีแลม"

          โปรดสังเกต พวกที่ถูกจับนี้ คือ ขบวนการขนคน มิใช่ธุรกิจค้ามนุษย์เพื่อเงิน ! ทำไมจึงเชื่อเช่นนั้น
ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูเถิดว่า คนจนๆไร้รากจะเอาเงินมาจากไหน ? มาจ่ายค่าบริการ

          ต้องศึกษาจากการที่ยิวก่อตั้งประเทศได้อย่างไร? ถ้าหากไม่มีขบวนการไซออนนิสม์ขนคน
ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกเข้าปาเลสไตน์ ยิวก็ตั้งประเทศอิสราเอลไม่ได้

          ยิว กับ มุสลิมเป็นศัตรูกันถึงกับประกาศ “จะลบอิสราเอลออกจาแผนที่โลก” ให้ได้ คู่อาฆาตคู่นี้ห้ำหั่น
กันมานานเล่ห์กลทันกัน ยุทธวิธีที่อิสลามนำมาใช้ทั่วโลกส่วนหนึ่งก็มาจากยิว เป็นบทเรียนที่ยิวให้ไว้

          ขั้นตอนต่อไปคือ รอกฎหมายชารีอะฮฺผ่าน

          ท่านผู้อ่านโปรดคิดถึงวันที่ กฎหมายชารีอะฮฺผ่านสภาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
ถึอว่าเป็นกฎหมายสูงสุดจะต้องปฏิบัติตามนั้น ใครจะลบล้างมิได้

          คนมุสลิมหลบหนีเข้าเมืองจำนวนนับแสนคน ส่วนมากจะมาเดี่ยวเป็นชายหนุ่มไม่มีครอบครัวมาด้วย
สถิติประชากรมุสลิม ในประเทศไทยมีค่าเท่ากับศูนย์

          เมื่อใดที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสและต้องจดทะเบียนที่สำนักงานศาลอิสลาม ที่เป็นหน่วยงานอิสระ
นอกอำนาจรัฐ ถ้าแต่งงานกับคนไทยอิสลามพื้นเมืองจะมีค่าประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง คือ มุสลิมหลบหนีา
เข้าเมืองนั้น จะเพิ่มค่ประชากรมุสลิมให้ในฐานะได้จดทะเบียนสมรสกับคนไทยพื้นเมือง

          ถ้าจะคุยกับนักกฎหมายไทยก็จะถูกค้านว่า...เป็นไปไม่ได้! สถานะคนหลบหนีเข้าเมืองก็ยังเป็น
สถานะติดตัวอยู่......จริง! ถูกต้อง!

          มีอะไรบ้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเลยเถิดเป็นปัญหาแล้วแก้ไขทีหลังได้สำเร็จ วินมอร์เตอร์ไซค์...ไง ?
วินรถตู้...ไง ? ทำอะไรได้ไหม ? บ้านเราไม่เคยคิดป้องกันปัญหา เฝ้ากินตามน้ำ ค่อยตามแก้ปัญหาเมื่อปัญหาล้นท่วม
จมูกแล้วอยู่เสมอ ดังนั้นไทยจึงมีปัญหาท่วมเมือง

          ถ้าหากเขาอยู่จนมีลูกด้วยกัน ๑ แสนคนที่หลบหนีเข้าเมืองจะมีค่าประชากรมุสลิมเพิ่มเท่ากับ ๒ แสน
คือตัวพ่อกับลูกที่คลอดแล้วหรือลูกในท้อง ไม่คิดตัวแม่เป็นดัชนีเพิ่ม

          ถามว่า...พ่อมหาจำเริญผู้เชี่ยวชาญระเบียงศาลจะลงมาแก้ปัญหาไหม? ก็เจ้าหน้าที่อีกฝ่ายหนึ่งต่างหาก
ที่รับหน้าที่นี้ คราวนี้โดนองค์กรอิสลามโลกกล่าวหาว่า รังแกคนอิสลาม ไปพรากครอบครัวเขาละก็สมน้ำหน้า
บรรพบุรุษคนค้านนั่นแหละที่มีลูกโง่!

          แล้วถ้าหากพวกหลบหนีเข้าเมืองหนึ่งแสนคนแต่งงานกับไทยพุทธ หมายความว่าสถิติประชากรไทยพุทธ
ลดลงหนึ่งแสนคนแต่ไปเพิ่มประชากรให้มุสลิมอีกหนึ่งแสนคน กับตัวพ่อที่หลบหนีเข้าเมืองอีกหนึ่งแสนคนเป็น
สองแสนคน ด้วยเวลาอันสั้นลูกที่จะออกตามมาจะเพิ่มประชากรมุสลิมเพื่อขึ้นจาก ศูนย์ เป็น ๓๐๐,๐๐๐ คนทันที
อย่าลืมว่า สำมะโนประชากรมุสลิม มีอยู่ในมือของศาลชารีอะฮฺทางการไทยคอยแต่รับรายงานเท่านั้น

          เมื่อนั้น ที่เคยค้านการระบุศาสนาในบัตรประจำตัวประชาชน ก็จะกลายเป็นสนับสนุนให้ระบุในทันที

           ถ้าหากแย้งว่าเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลคงไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่าน เป็นเรื่องของศอ.บต.จุ้นไปเองก็ขอให้
อ่านข่าวนี้ก็แล้วกัน...ขี้เกียจแจง

          รายงานพิเศษ : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ " ในหลวงทรงตั้งสมเด็จพระบรมฯ เป็นองค์รัชทายาทแล้ว "
          http://www.arayachon.org/rethink/20090710

          เขียนโดย admin เมื่อ 10 กรกฎาคม, 2009 - tags: crisis politics security หมายเหตุ รายงานข่าวนี้
เขียนโดย William Mellor and Daniel Ten Kate ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บ สำนักข่าว
บลูมเบิร์ก (bloomberg ) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 แปลและเผยแพร่บนเว็บไทยอีนิวส์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม
2552 ในชื่อเดิมว่า “..........การเปลี่ยนผ่านรัชกาล ไม่ได้สร้างความกังวลให้เฟเบอร์ หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้น
ในประเทศไทย”

          คาดว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,400 คนนับจากปี พศ. 2547 เป็นต้นมา อภิสิทธิ์กล่าวว่า ไทยอาจอนุญาต
ให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ใช้กฎหมายชารีอะห์ ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลาม เพื่อลดเหตุการณ์ไม่สงบลง”

          นี่ไง! ใครว่าคนตัวแทนคนไทยในสภาฯโง่ไม่เป็น มีจนถึงเป็นรัฐบาลนั่นแหละ แต่ก็น่าเห็นใจ
เพราะคนที่รู้ทันมุสลิมอยู่ไม่ได้สักราย วิบัติแน่เชื่อเหอะ!

          เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพ

          ก่อนจบบทความนี้ ภูวดล แดนไทยขอกราบสักการะดวงวิญญาณองค์พระบูรพกษัตริย์ พระมหาวีรกษัตริย์
โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงรักลูกและห่วงลูกหลานชาวไทยด้วยจิตสำนึกใน
พระมหาธิคุณ พระองค์ทรงตรอมพระทัย โทมนัสจากเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ถึงกับยอมสวรรคตเสียดีกว่าอยู่
เห็นประเทศชาติเสียบ้านเมือง ดังที่ได้คัดย่อบางบาท ของพระราชนิพนธ์โคลง ฉันท์ถวายแด่เจ้านาย
พี่น้อง ๒-๓ พระองค์ ดังนี้

          เป็นเด็กมี สุขคล้าย      ดิรฉาน
          รู้สุขรู้ทุกข์หาญ            ขลาดด้วย
          ละอย่างละอย่างพาล    หย่อนเพราะ เผลอแฮ
          คล้ายกับผู้จวนม้วย      ชีพสั้น สติสูญ

                    เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์        มะนะเรื่อง บำรุงกาย
                    ส่วนจิตต์บ่มีสบาย               ศิริกลุ้มอุราตรึง
                    แม้หายก็พลันยาก              จะลำบากฤทัยพึง
                    ตริแต่จะถูกรึง                    อุระรัดและอัตรา

           กลัวเป็นทวิราช            บ่ ตริป้อง อยุธยา
           เสียเมืองจึงนินทา        บ่ ละเว้น ฤวางวาย
           คิดใดจะเกี่ยงแก้ ก็      บ่ พบ ซึ่งเงื่อนสาย
           สบหน้ามนุษย์อาย       จึงจะอุดแล เลยสูญ

          และพระองค์มิใช่หรือที่ได้ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เดินทางไปทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาอธิปไตย
“สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ให้พวกเราคนไทยทั้งชาติได้มีอธิปไตยในดินแดนของเราเองชั่วลูกหลาน
แต่คราวนี้ลูกหลานของพระองค์ทำระยำนำกลับมาใช้อีก ทำประเทศไทยให้มีรัฐฯซ้อนรัฐฯ เป็นแบบอย่าง
ให้เห็นว่า “ฆ่าพี่น้องไทยพุทธ ไทยมุสลิมแล้วได้”

          พวกเราชาวไทยทุกๆคนกำลังถูกนักการเมืองสันดานลาหลอกว่า ต้องให้ใช้กฎหมายชารีอะฮฺ
เพื่อความสงบและเป็นการถ่ายตัวประกันสถานการณ์ชายแดนใต้ให้กลับสู่ความสงบ

          เราได้ปล่อยให้เป็นภาระของนักการเมืองโดยที่มิได้ปริปากมานานเท่าใดแล้ว คราวนี้คงจะยอมให้
นักการเมือง“ทรยศ” อธิปไตยที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงต่อสู้และนำกลับมาให้ลูกหลาน มิได้อีกต่อไป

          เราไม่ยอมให้นำ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” กลับมาใช้บนแผ่นดินนี้อีกแล้ว

          ภูวดล แดนไทย ๘ ส.ค.๕๒

สงครามยุคต่อไปนี้
จะเป็นสงครามที่ฝ่ายที่มุ่งร้ายต่อแผ่นดินไทย
จะใช้เล่ห์หลอกล่อประชาชน
ให้ขบถต่อแผ่นดินตนเอง
ดังนั้น
ถ้าหากประชาชนไทย ไม่ “รู้เรา” เพื่อปรับตนเอง
ไม่ “รู้เขา” เท่าทันในเล่ห์เหลี่ยมผู้ประสงค์ร้าย
เรานั่นแหละจะเป็นผู้ที่จะล่มนาวาไทยเสียเอง

ภูวดล แดนไทย

ปรับปรุง-แก้ไข ครั้งที่ ๑/๑ วันที่ ๒ เดือนก.ย.๕๒

|  ดาวน์โหลด / ดูเอกสาร PDF |     

       

ภูวดล แดนไทย
dnavathai@gmail.com

 
 

หน้าหลัก